Romnalin

Romnalin

Tuesday, 27 February 2018 17:00

แรงงานอีอีซี

 

 

แรงงานอีอีซี

 

โลกปัจจุบันประเทศไทยมีความจำเป็นในการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการวางแผนผลิตบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งระบบเพื่อรองรับอย่างเพียงพอ ไม่ว่าอาจารย์ผู้สอน เจ้าหน้าที่และนักเรียนนักศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมแรงงานที่เข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ยิ่งพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ยิ่งมีความจำเป็น

 

บัณทิตที่ผลิตออกมา จะต้องตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ดังนั้นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันโดยมุ่งพัฒนาสายอาชีวศึกษา เป็นเรื่องที่ต้องเดินหน้าต่อ เพื่อเพิ่มสัดส่วนนักเรียนในแต่ละปีให้มีสายอาชีวะเกิน 50% ต่อไปเด็ก ปวช. ปวส.จะมีส่วนร่วมสำคัญในพื้นที่อีอีซี และถือเป็นกำลังหลักในการพัฒนาไทยให้เจริญก้าวหน้า ยกระดับจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
รัฐบาลโดยคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ กนศ. มีแผนสนับสนุนและมีการก่อตั้งโครงการ สัตหีบโมเดลนำร่องผลักดันให้เกิดการผลิตบุคลากรชั้นดีออกมาให้ทันการลงทุนในอีอีซี นอกจากได้เชิญผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาในพื้นที่มาประชุม ยังหารือภาคเอกชนในประเทศและต่างประเทศ มาสนับสนุนค่าใช้จ่าย ค่าเล่าเรียนจนจบหลักสูตร

 

เรียกได้ว่าเรียนฟรีแถมมีเบี้ยเลี้ยง ก่อนจะจบออกมาทำงานมีรายได้ 2 หมื่นบาทสำหรับวุฒิ ปวช. สาเหตุที่ได้รับเงินเดือนมาก เพราะถือเป็นแรงงานที่มีทักษะสูง โครงการ สัตหีบโมเดลในปีแรกจะเป็นแผนนำร่องในสถาบันอาชีวะ 12 แห่ง  จะผลิตนักศึกษาระดับ ปวช.ได้ปีละประมาณ 6,000 คน แผนต่อไปเป็นระยะ 3 ปี ที่จะประเมินผลจาก 12 สถาบันนำร่องขยายผลไปยังวิทยาลัยอาชีวะอื่น



รัฐบาลโดยคณะกรรมการอีอีซียังมีแนวทางขยายผล ด้วยการดึงคนที่ยังไม่มีงานทำ มาอบรมหลักสูตรระยะสั้น 3-6 เดือน ป้อนอีอีซีในสาขาวิชาชีพเฉพาะทางอีก 100,000 อัตรา ขณะนี้เริ่มผลิตได้แล้ว 1,000 คน แผนปีต่อไปจะขยายสาขาและจำนวน ฐานเศรษฐกิจจะติดตามข่าวสารมานำเสนออย่างต่อเนื่อง คนไทยก็ต้องเอาใจช่วยไม่เพียงเพื่อตัวเอง แต่เพื่อลูกหลานและประเทศจะได้ผงาดบนเวทีโลกอย่างน่าภูมิใจ



 

ที่มา http://www.thansettakij.com/content/262684

 

 

 

 

 

 

ก.แรงงาน ฝึกเพื่อนบ้าน ดันโลจิสติกส์ชายแดน

 

กระทรวงแรงงาน จับมือกระทรวงการต่างประเทศ พัฒนาแรงงานเพื่อนบ้าน กว่าพันคน เสริมสร้างขีดความสามารถการค้า การลงทุน และความมั่นคงตามชายแดน

นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้ใช้แนวทุางประชารัฐบูรณาความร่วมมือกับกพร. กระทรวงแรงงาน โดย จัดสรรงบประมาณให้ดำเนินการพัฒนาทักษะฝีมือหรือวิชาชีพให้กับแรงงานเพื่อนบ้านลาว กัมพูชา และเมียนมานั้น ในปี 2560 ที่ผ่านมากพร. ได้มอบหมายให้หน่วยงานสังกัดในพื้นที่ 8 จังหวัด มีชายแดนติดต่อกับเพื่อนบ้าน ได้แก่ สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานตราด สระแก้ว จันทบุรี กาญจนบุรี ตาก หนองคาย นครพนม สพร.20 เชียงราย ดำเนินการฝึกอบรมทั้งในเขตไทยและเพื่อบ้าน มีผู้ผ่านการฝึกอบรมจำนวน 1,125 คน ในสาขาช่างเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร ช่างเชื่อมอาร์กโลหะ ช่างซ่อมไมโครคอมพิวเตอร์ ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ พนักงานทำความสะอาดห้องพัก ทักษะการเป็นหัวหน้างานที่ดี เป็นต้น

 

นายสุทธิ กล่าวต่อไปว่าโครงการดังกล่าวสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน สร้างเสถียรภาพ ความเป็นระเบียบ และความสงบสุขในพื้นที่ รวมถึงเพื่อให้ประชาชนพื้นที่ชายแดนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข มีโอกาสได้รับการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคมได้ จะมีส่วนในการช่วยลดปัญหาข้ามชาติ อาทิ อาชญากรรม ยาเสพติด การค้ามนุษย์ 

สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วน (Agenda Based) ของพลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ด้านการผลักดันและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานด้วย สำหรับในปี 2561 กระทรวงการต่างประเทศได้วางแผนจัดสรรงบประมาณให้กพร. จัดฝึกอบรม และมีการคัดเลือกหลักสูตรให้สอดคล้องพื้นที่มากยิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมการค้าชายแดนและอุตสาหกรรมต่างๆ

ทั้งนี้ รมว.ก.แรงงาน ได้กำชับและสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเป็นสำคัญ ซึ่ง กพร. ได้มีแนวคิดจัดตั้งสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานนครพนม ให้เป็นสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติ เนื่องจากมีปัจจัยด้านภูมิประเทศที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ประเทศลาว และประเทศเวียดนาม โดยมีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3 เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยที่ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม กับประเทศลาวที่บ้านเวินใต้เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ซึ่งเป็นอีกเส้นทางสำคัญของการพัฒนาชาติอาเซียน และสร้างความสัมพันธ์อันยั่งยืนระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตต่อไป

 

 

 

ที่มา http://www.ryt9.com/s/prg/2786391

 

 

 

 

 

 

 

ปั้น 'สัตหีบโมเดล'!! ดึง 'อาชีวะ' สร้างงานใน 'อีอีซี'

 

สัตหีบโมเดล’ ถือเป็นหนึ่งในแผนการพัฒนาบุคลากร การศึกษา การวิจัย และเทคโนโลยี ที่คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.) มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบในแผนดังกล่าวแล้ว เพื่อนำมาเป็นโมเดลต้นแบบในการสร้างบุคลากรให้เพียงพอ รองรับการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี และพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะ


โดยคาดว่า จะมีความต้องการอัตราแรงงานมากถึง 1 แสนอัตรา โดยมี วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบอ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นสถาบันการศึกษาต้นแบบที่ถูกหยิบยกชื่อ และรูปแบบการเรียนการสอนมาใช้ต่อยอดขยายผลไปอีก 11 วิทยาลัยอาชีวะ รวมเป็น 12 วิทยาลัยอาชีวะ ที่ร่วมนำร่อง ได้แก่ 

   1.วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ
   2.วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี
   3.วิทยาลัยเทคนิคพัทยา
   4.วิทยาลัยเทคนิคระยอง 
   5.วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี 
   6.วิทยาลัยเทคนิคตราด 
   7.วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา 
   8.วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี
   9.วิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว
  10.วิทยาลัยเทคนิคพนมสารคาม (ฉะเชิงเทรา) 
  11.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชลบุรี 
  12.วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี

 

 

 

กำหนดหลักสูตรนิวเอสเคิร์ฟ

ภารกิจของแต่ละวิทยาลัย มีหน้าที่ คือ คัดสรรสาขาวิชาที่สถาบันตัวเองมีความเชี่ยวชาญพิเศษ ดึงออกมาร่วมใน สัตหีบโมเดลโดยจะมีองค์กรวิชาชีพร่วมกับสถานประกอบการใน อีอีซีที่มีเครื่องมือ มีความชำนาญในสาขาวิชานั้น ๆ และมีความต้องการบุคลากรในสาขาวิชา เข้ามาร่วมออกแบบหลักสูตร

อย่างเช่น วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบในเบื้องต้น เลือกสาขาช่างอากาศยาน สาขาระบบขนส่งทางราง สาขาตรวจสอบโดยไม่ทำลาย สาขาเมแคทรอนิกส์ ส่วน วิทยาลัยเทคนิคพัทยาเลือกสาขาหุ่นยนต์และแขนกล และสาขาระบบขนส่งทางราง ก็จะถูกยกระดับหลักสูตรให้ตอบโจทย์ตลาดอีอีซีมากขึ้น

ลำดับต่อไป เมื่อวิทยาลัยมีความพร้อมด้านหลักสูตรการเรียนการสอน จะมี ผู้เชี่ยวชาญของแต่ละสถานประกอบการเข้ามาเป็นครูพิเศษหรือวิทยากรอบรมให้กับสถานศึกษา ในกรณีที่สาขาวิชานั้นยังขาดครูอาจารย์ที่มีความชำนาญ โดยเฉพาะสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับ NEWS-Curve ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิตอล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร


ได้เบี้ยเลี้ยงช่วงเรียน
ลักษณะของหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ตามแบบ สัตหีบโมเดลจะมีการออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการและผู้เรียน ภายใต้หลักสูตร S-M-L

S หมายถึง หลักสูตรระยะสั้น (Small Plan) ใช้เวลาเรียน 2 ปี สำหรับผู้มีพื้นความรู้ระดับ ปวส.
M หมายถึง หลักสูตรระยะปานกลาง (Middle Plan) ใช้เวลาเรียน 3 ปี สำหรับผู้มีพื้นความรู้ระดับ ปวช. ที่ต้องการเรียนต่อถึงระดับ ปวส. 
L หมายถึง หลักสูตรระยะยาว (Large Plan) ใช้เวลาเรียน 5 ปี สำหรับผู้เรียนที่ประสงค์จะเรียนต่อเนื่องตั้งแต่ระดับ ปวช. ต่อเนื่อง ถึงระดับ ปวส.

นอกจากนี้ ภายใต้ ‘สัตหีบโมเดลอยู่บนหลักการ เรียนรู้-รู้จริง-ลงมือทำจริง จะได้รับสิทธิประโยชน์ค่าตอบแทนในระหว่างการเรียน อาทิ ได้เบี้ยเลี้ยงเดือนละ 4-5 พันบาท ได้ฝึกงานในสถานประกอบการ โดยที่สถานประกอบการจ่ายค่าจ้างในอัตราไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ และมีหลักประกันในการได้งานทำที่แน่นอน เมื่อสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรแล้ว

 

 

ทำงานได้เดือนละ 2 หมื่นบาท
นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.) ชี้ให้เห็นว่า แรงจูงใจที่ทำให้นักศึกษาเข้าร่วมโครงการขับเคลื่อนการผลิตกำลังคนอีอีซี คือ ระหว่างที่นักศึกษากำลังเรียนเอกชน เขาจะมีค่าเบี้ยเลี้ยงให้เดือนละประมาณ 4,000-5,000 บาท ระหว่างการฝึกงาน เขาก็จ่ายค่าแรงขั้นต่ำให้เหมือนกับแรงงานทั่วไป เมื่อเรียนจบแล้วมีงานทำ 100% โดยคาดว่า รายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท

เรียนจบวิทยาลัยอาชีวะในอีอีซี ในสาขาที่ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการในอีอีซี เงินเดือน 20,000 บาท ถือเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งกระบวนการเรียนแบบนี้ ทำให้เขาดูแลตัวเองได้ตั้งแต่ต้น” นายคณิศ กล่าว

ทั้งนี้ หาก สัตหีบโมเดลประสบความสำเร็จ สามารถจะนำไปขายในพื้นที่อื่น ๆ ได้ โดยแผนการพัฒนาด้านบุคลากรระดับอาชีวะ มีการประเมินความสามารถในการผลิตแรงงานอาชีวะเข้าสู่ตลาดในพื้นที่อีอีซี เพื่อรองรับ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในปี 2560-2564 มีจำนวน 1.19 แสนตำแหน่ง โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา สามารถผลิตได้ 2 หมื่นคน และปี 2564 ผลิตได้ 2.68 หมื่นคน หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 12.4% โดยเมื่อเทียบกับความต้องการแรงงานอาชีวะในอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี ในปี 2560-2564 แล้วพบว่า ความต้องการแรงงานมากกว่าการผลิตแรงงานได้จำนวน 5.64 หมื่นคน


ที่มา http://www.thansettakij.com/content/261750

 

 

 

 

เชื่อมั่นอีอีซีดันรายได้ต่อคนเพิ่มเท่าตัว ปั๊มจีดีพีโต60ล้านล้าน

 

ร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. …. หรือกฎหมายอีอีซี ที่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้โครงการอีอีซี ซึ่งเป็นความหวังใหม่ของไทยในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า เดินหน้าได้อย่างเต็มรูปแบบ

++ดันรายได้ต่อหัวเพิ่มเท่าตัว
โดยนายสุวิทย์ สรรพวิทยศิริ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง(สวค.) ภายใต้กระทรวงการคลังประเมินว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่อีอีซี จะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเพิ่มขึ้นจากการเติบโตปกติอีก2%ส่งผลให้ขนาดเศรษฐกิจของประเทศจะเพิ่มแบบก้าวกระโดดจาก 15 ล้านล้านบาทในปี 2560เป็น 30 ล้านล้านบาทในปี 2570 และ 60 ล้านล้านบาทในปี 2580

ขณะที่รายได้ต่อหัวของประชากรใน 3 จังหวัด ก็จะปรับตัวสูงขึ้นเป็น 21,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคนต่อปี หรือ 672,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประเทศเพิ่มสูงขึ้นจนบรรลุเป้าหมายการหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางที่ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคนต่อปี หรือ 320,000 บาทต่อคนต่อปี ในปี 2569 เร็วกว่าการเติบโตปกติที่ไม่มีการดำเนินนโยบายถึง 5 ปี โดยในปี 2569 คนไทยจะมีรายได้เฉลี่ยของประชากร 12,450 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคนต่อปี หรือ 398,400 บาทต่อคนต่อปีจากปัจจุบันที่มีรายได้เฉลี่ย 6,600 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคนต่อปี หรือ 211,200 บาทต่อคนต่อปีในปี 2560

++จีดีพีโตจากการลงทุน
ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาอีอีซี ไปสู่เป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว คือ การลงทุนภาครัฐที่มีคุณภาพ จะทำให้ผลิตภาพทุนและแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย11.3%ต่อปี ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนจะช่วยสนับสนุนการสะสมทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีคุณภาพในระบบเศรษฐกิจ เฉลี่ย 8.9% ต่อปี นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวคุณภาพ ทำให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8.1% ต่อปี

นอกจากนี้ การพัฒนาอีอีซี จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลอย่างต่อเนื่องแต่ไม่เกิน 3% ของจีดีพี ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ดุลการชำระเงินและทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับที่มั่นคงตามการลงทุนทางตรง ส่วนผลทางอ้อมจะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.3% ต่อปีในระยะยาว อยู่ในระดับไม่สูงมากเมื่อเทียบกับการเติบโตของขนาดเศรษฐกิจ เนื่องจากมีผลิตภาพแรงงานและทุนขยายตัวเร่งขึ้นตามอุตสาหกรรมเป้าหมาย

++20 ปีรายได้ 1.2 ล้าน/ครอบครัว
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยในระบบปรับเพิ่มขึ้นบ้าง แต่จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ เพราะตามเป้าหมายการลงทุนของภาครัฐจะทยอยลงทุนในหลากหลายรูปแบบ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดให้การขาดดุลเงินสดของรัฐบาลแต่ละปีไม่เกิน 3% ของจีดีพี ขณะที่อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ในประเทศจะต้องไม่เกิน 60%

 

 

อีกทั้งการพัฒนาอีอีซียังส่งผลต่อการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจและการลดความเหลื่อมลํ้ายกระดับรายได้ของประชาชน เนื่องจากแรงงานชั้นกลางจำนวนมากถูกดึงเข้ามาในระบบเพื่อยกระดับการผลิตให้สูงขึ้น ทำให้มีรายได้มากขึ้นลดความเหลื่อมลํ้าจากการกระจายรายได้มากขึ้น อัตราการขยายตัวของเมืองเพิ่มขึ้น 74% ในปี 2580

จากการประเมินโดยใช้แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค พบว่าแนวทางการพัฒนาอีอีซี จะทำให้รายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ต่อปี จาก 326,545 บาทต่อปีในปี 2560 เป็น 1,263,629 บาทต่อปีในปี 2580 จากผลิตภาพแรงงานและทุนที่สูงขึ้น ตามอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพและมีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งเป็นการรองรับสังคมผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเพิ่มรายได้ของรัฐบาลทั้งทางตรงและทางอ้อมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6.5% ต่อปี ซึ่งรายได้ดังกล่าวถูกนำไปใช้ในการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจ เพื่อลดความเหลื่อมลํ้า ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมได้มากขึ้นนายสุวิทย์ระบุ

++การจ้างงานเต็มศักยภาพ
นายสุวิทย์ ชี้ให้เห็นอีกว่า ผลของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนในอีอีซี จะทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ โดยในปี 2580 หรืออีก 20 ปีข้างหน้า กำลังแรงงานและการจ้างงานอยู่ที่ระดับศักยภาพการผลิตเต็มที่ของประเทศ การสะสมทุนเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า มีอัตราการผลิตเฉลี่ยสูงถึง60%ผลจากการส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งภาคเกษตรกรรมและภาคบริการ ทำให้เกิดการสะสมทุนอย่างต่อเนื่องกว่า 9% ต่อปี คาดว่ามูลค่าการสะสมทุนของประเทศจะเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับปัจจุบัน

โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมเฉลี่ยปี2561-2580 อยู่ที่ประมาณ60%ผลิตภาพแรงงาน เพิ่มขึ้นเฉลี่ย0.14%ต่อปี คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.0% ต่อปีในระยะยาว ในขณะที่ผลิตภาพทุนของประเทศเพิ่มขึ้นในระยะยาวเฉลี่ย 1.25% ต่อปี จากปัจจุบันที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.35% ตามเทคโนโลยีและการลงทุนในอุตสาหกรรมและบริการสมัยใหทั้งนี้ จากการดำเนินนโยบาย อีอีซีในช่วง 1 ปีที่ผ่านมามีเม็ดเงินลงทุนใหม่ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และอุตสาหกรรมเป้าหมายสนับสนุน 3 อุตสาหกรรม รวม 257,053 ล้านบาท ประกอบด้วย เม็ดเงินลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย 247,744 ล้านบาทแบ่งเป็นอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ 1,045 ล้านบาท อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์1,681ล้านบาท อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร 2,991 ล้านบาท อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ 124,258 ล้านบาท อุตสาหกรรมดิจิตอล 1,676 ล้านบาท อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ 52,092 ล้านบาท อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 34,920 ล้านบาท อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ5,166ล้านบาท อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ 22,239 ล้านบาท และอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร 1,676 ล้านบาท

ส่วนอุตสาหกรรมเป้าหมายสนับสนุน 3อุตสาหกรรมจะมีวงเงินลงทุนรวมในช่วง 5 ปี 9,309 ล้านบาท ประกอบด้วย อุตสาหกรรมวิจัยและพัฒนา 2,595 ล้านบาท อุตสาหกรรม IHQ และ ITC 1,370 ล้านบาท และอุตสาหกรรมไฟฟ้าจากขยะ 5,344 ล้านบา



ที่มา http://www.thansettakij.com/content/259636

 



ขอเชิญร่วมงานประชุมวิชาการ “พลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2561” 


วันที่ 21 - 23 มีนาคม 2561 9:00 - 17:30น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา 

สมัครลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ 

 

 

 

 



ขอเชิญร่วมสัมมนา "เจาะลึกเส้นทางสู่ความเป็นเลิศของโลจิสติกส์ไทย" 



วันที่ 29 - 30 มีนาคม 2561 เวลา 9:00 - 16:30น.

ณ ห้องแกลเลอเรีย  ชั้น 5 โรงแรมเอส 31 สุขุมวิท 



ผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาสามารถ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมานใจ รังสิตเสถียร 
 
Mobile : 084-555-4563   Tel : 02-354-3588 ต่อ 131
 

รายละเอียด และ ใบสมัคร ตามเอกสารแนบ 

 



ขอเชิญสมัครร่วมงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์ TILOG – LOGISTIX 2018


เนื่องด้วยสำนักธุรกิจบริการและโลจิสติกส์การค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ  จัดงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์ TILOG – LOGISTIX 2018 วันที่ 29 – 31 สิงหาคม 2561 ณ  อาคาร 98 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ซึงการจัดงานในปีนี้คาดว่าจะได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานและผู้เข้าชมงานมากยิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากกระแสตื่นตัวและเห็นความสำคัญของระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานจากผู้ประกอบการในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม 

 ดังนั้น สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย จึงขอเรียนเชิญท่านสมัครเข้าร่วมงานเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ ประชาสัมพันธ์องค์กร สร้างเครือข่ายธุรกิจ เปิดตัวสินค้า เทคโนโลยี หรือ บริการใหม่ๆ ของท่าน ภายในงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์ 2561 (TILOG – LOGISTIX 2018)  


  อัตราค่าสมัคร 

พื้นที่เปล่า ขนาด 12 ตรม. (4 x 3 เมตร ) ราคา 15,000 บาท 

คูหามาตรฐาน ขนาด 12 ตรม. (4 x 3 เมตร ) ราคา 25,870 บาท  ( พื้นที่เปล่า 15,000 บาท + อุปกรณ์มาตรฐาน 10,870 บาท ) 


 หมายเหตุ

 - ผู้ที่มีความประสงค์จองพื้นที่เปล่า ต้องจองขั้นต่ำ 2 คูหา 

พื้นที่มีจำนวนจำกัด


หมายเหตุ   ดาวน์โหลดใบสมัคร ตามไฟล์แนบด้านล่าง  


 

สอบถามรายละเอียด และจองคูหา  ติดต่อ  คุณหนึ่ง  084-9311239    

 Email :     This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.     

 www.thailog.org

 

ดร.ชุติมาพร หมอนใหญ่ ผู้อำนวยการสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ได้รับเชิญเข้าร่วมเสวนา ผ่าแผนยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ไทย  วางยุทธศาสตร์ชาติสู่ CLMV" ครั้งที่ 3 นำการบิน-รถไฟไทยเป็นศูนย์กลางของ  AEC ในวันที่  17 สิงหาคม  2560  เวลา 09.00-15.30 น. ณ ห้องประชุมห้องแกรนด์ฮอลล์   ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กทม

 

โดยนายอาคม  เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคมนาคม กล่าวด้วยว่า หากไทยต้องการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ ต้องช่วยพัฒนาเส้นทางคมนาคมให้กับกลุ่มประเทศ CLMV เพราะหากเส้นทางรองยังขาดการพัฒนา  การขนส่งสินค้าจะได้รับความเสียหาย

ซึ่งในวงเสวนา โครงข่ายรถไฟไทย ศูนย์กลางขนส่งทางบกสู่ CLMV นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการคมนาคมและขนส่ง กล่าวว่า ไทยจะเป็นศูนย์กลาง CLMV ได้ ต้องมีเส้นทางเชื่อมโยงไปถึงจีน จึงเห็นด้วยรัฐบาลที่เดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-หนองคาย พร้อมเสนอว่า ไทยควรดึงจีนมาร่วมลงทุน เพราะเชื่อว่า จีนจะหาวิธีลดการขาดทุนลงได้ และรัฐบาลต้องเตรียมพร้อมการพัฒนาโดยรอบสถานีไปพร้อมๆ กัน

ขณะที่ ผู้อำนวยการสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย มองว่า นอกจากจะเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่สำคัญของประเทศแล้ว รัฐบาลจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มจากให้การขนส่งมีการเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ต้องมีการสร้าง เมกะโลจิสติกส์จังชั่น หรือ ศูนย์การเชื่อมต่อโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ ที่จะต้องมีเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยเสริมให้การกระจายสินค้ามีประสิทธิภาพ

ส่วนมุมมองของนายประพันธ์พงษ์ อุปลา รองคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เชื่อว่า ทุกเส้นทางที่เชื่อมโยง CLMV ในทุกรูปแบบที่ต้องผ่านไทย จะเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและโอกาส ทั้งเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว การบริการ การแพทย์ การศึกษา การพัฒนาที่อยู่อาศัย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

09.20-09.50 น.   เปิดงานและปาฐกถาพิเศษเรื่อง...ผ่าแผนยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ไทย วางยุทธศาสตร์ชาติ

สู่ CLMV”  โดย..... คุณอาคม  เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

09.50-10.45 น.   : Special Talk….“ถอดระหัสโลจิติกส์ไทย เชื่อมการค้าสู่ CLMV”

  คุณมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์        

คุณเจน นำชัยศิริ   ประธานสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย                             

  ดร.สุเมธ องกิติกุล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ

ดำเนินรายการโดย....พิธีกรข่าวเศรษฐกิจ Nation TV

10.45-12.00 น.   เสวนาเรื่อง....โครงข่ายรถไฟไทย  :  ศูนย์กลางขนส่งทางบกสู่ CLMV”

คุณวรวิทย์ จำปีรัตน์ ประธานกรรมการ การรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.)

                            • ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการคมนาคมและขนส่ง

•  ผศ.คมสัน โสมณวัตร คณบดีวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

   มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ดร.ชุติมาพร  หมอนใหญ่ ผู้อำนวยการสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย

ดร.ประพัทธ์พงษ์ อุปลา รองคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์    สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้า

   คุณทหารลาดกระบัง (สจล.)   ประธานหลักสูตรการวางแผนภาคและเมืองมหาบัณฑิต และทีมวิจัย

   การเข้าถึงระบบขนส่ง สาธารณ ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ

  ดำเนินรายการโดย....พิธีกรข่าวเศรษฐกิจ Nation TV

12.00-13.30 น.     รับประทานอาหารกลางวัน

13.30-14.10 น.     : บรรยายพิเศษเรื่อง... ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี วางโลจิสติกส์ไทยเชื่อม AEC”         

                 โดย....ดร.ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

14.10 -15.30.      เสวนาเรื่อง... “ EEC ศูนย์กลางอุตสาหกรรมการบินโลก

                                คุณจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

คุณกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทย  (AOT) 

                                คุณ วิลเลียม หม่า ประธานกลุ่มบริษัทเคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด

                                ดร.เสริมศักดิ์ อยู่เย็น ประธานหลักสูตรวิศวกรรมการบิน คณะวิศวกรรมศาสตร์

                                สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.)

   ดำเนินรายการโดย....พิธีกรข่าวเศรษฐกิจ Nation TV

  

http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=146290&t=news_special


 


 วันที่  6 กันยายน 2560  เวลา 13:00-17:00 .คุณเกริกกล้า สนธิมาศ ประธานกิตติมศักดิ์ สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมเพื่อพิจารณาคัดกรองข้อเสนอโครงการวิจัยมุ่งเป้า ด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทานประจำปี 2561 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 15 อาคารเอสเอ็ม ทาวเวอร์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)  สนามเป้า พญาไท กรุงเทพมหานคร

กำหนดการ 13:30-17:00 ประกอบด้วย 4กรอบวิจัย ดังต่อไปนี้

กรอบวิจัยที่ 1: กรอบวิจัยการเพิ่มขีดความสามารถระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทานของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

กรอบวิจัยที่ 2: กรอบวิจัยด้านการเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าผ่านแดนและสินค้าข้ามแดน (ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง)

กรอบวิจัยที่ 3: กรอบวิจัยด้านการจัดการโซ่คุณค่าเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์

กรอบวิจัยที่ 4: กรอบวิจัยด้าน Intelligent Logistics/ Transport System

รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ

1.    ผศ.สุภาวดี  โพธิยะราช (ประธาน)  2. รศ.ดรยงยุทธ แฉลัมวงษ์

3.    รศดรสมยศ  เชิญอักษร (ติดธุระ) 4. คุณเกริกกล้า สนธิมาศ  

5.คุณกอบกุล โมทนา  6. คุณดวงกมล สุริยฉัตร  7. คุณทัศนีย์ เกียรติภัทราภรณ์


เอกสารงานเสวนาและร่วมแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ  “One Belt One Road and Asian Connectivity”  

 วันศุกร์ที่ 17สิงหาคม 2560

เวลา 9.00 12.00 น.

ณ ห้อง NILE 4

ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

 

วิทยากร

 

- ดร.สุรัตน์ จันทร์ทองปาน (อุปนายกฝ่ายกิจกรรม สมาคมไทยโลจิสติกส์ไทยและการผลิต)


เอกสารดาวโหลดตามไฟล์แนบด้านล่าง

Page 1 of 15