Tuesday, 19 April 2016 16:12

เพิ่มศักยภาพขนส่งสินค้า เอกชนขอลงทุนสร้างท่าเรือแหลมฉบัง 3

Written by 
Rate this item
(0 votes)

 

ภาคเอกชนเสนอตัวขอร่วมลงขันลงทุนก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 จังหวัดชลบุรี มูลค่า 83,000 ล้านบาท แลกกับการขอรับสิทธิสัมปทานเป็นเวลา 60 ปี เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นฐานทัพของท่าเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ระดับโลก ขณะที่ “อาคม” ขอดูข้อกฎหมายให้รอบคอบก่อนเดินหน้า

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลัง พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ประธานกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) นำคณะผู้แทนภาคเอกชน เช่น ตัวแทนจากบริษัท อิตาเลียน ไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) บริษัท โงวฮก จำกัด และบริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด เข้าพบนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือถึงนโยบายการลงทุนพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะ (เฟส) ที่ 3 จังหวัดชลบุรี

ทั้งนี้ ภาคเอกชนดังกล่าวได้รวมตัวกันเสนอแผนงานให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา คือ ต้องการเร่งรัดการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 โดยขอเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด เป็นวงเงิน 83,000 ล้านบาท จากเดิมแยกเป็นภาครัฐลงทุน 37,000 ล้านบาท และภาคเอกชนลงทุน 46,000 ล้านบาท ซึ่งเอกชนขออายุสัมปทานยาว 60 ปี และสิทธิ์ด้านต่างๆซึ่งฝ่ายรัฐ ต้องไปดูในข้อกฎหมายว่าจะดำเนินการได้หรือไม่อย่างไรในรายละเอียดต่างๆ โดยเอกชนจะเสนอรายละเอียดมาให้นายสมคิดพิจารณาต่อไปในเร็วๆนี้

“อายุของสัมปทานตามปกติ เช่น รถไฟฟ้าจะอยู่ที่ 30 ปี และตามปกติอายุสัญญาสัมปทาน จะพิจารณาจากที่ว่าจะใช้เวลา นานเท่าใดถึงจะมีความคุ้มค่าหรือมีความเป็นไปได้ ของการคืนทุนของโครงการ จะเป็นตัวกำหนดอายุสัมปทาน สำหรับโครงการแหลมฉบังเฟส 3 ขณะนี้ กทท.อยู่ระหว่างการเร่งรัดการจัดทำรายงานผล กระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ถ้าปีนี้ทำรายงานอีเอชไอเอแล้วเสร็จ และในปีหน้าหากขออนุมัติให้เอกชนดำเนินการได้ก็จะเริ่มก่อสร้างได้ในปลายปีหน้า คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565-2566 เพื่อเปิดใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้ต่อไป

นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังเสนอให้ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ควรมีการลงทุนในโครงการ รองรับสินค้าเทกอง และเรือขนาดใหญ่ รวมทั้งการขยายท่าเรือขนส่งรถยนต์ ที่ปัจจุบันท่าเรือแหลมฉบังรับได้ 900,000 คัน เป็นท่าเรือส่งออกรถยนต์ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ดังนั้น จึงต้องเตรียมการขยายท่าเรือสำหรับบางเรื่องโดยเฉพาะ อาทิ มีพื้นที่สำหรับการขนส่งรถยนต์ ในท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 เป็นต้น

สำหรับการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังอาจจะยากกว่า 2 เฟสแรก เพราะต้องขุดร่องน้ำให้ลึก 18-20 เมตร ทำเกาะ ทำเขื่อนกันคลื่น ทำให้มีการลงทุนสูง การก่อสร้างจะใช้เวลา 3-5 ปี ถ้าไม่ทำจะเสียโอกาสในอนาคต เพราะว่าท่าเรือแหลมฉบัง เป็นท่าเรือที่มีตำแหน่งที่ตั้งดีมาก สามารถรับสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีคู่แข่งคือเวียดนาม แต่ท่าเรือของเวียดนามทางตะวันออกยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร ดังนั้น สินค้าที่มาจากประเทศเวียดนาม จีน ลาว บางส่วนจึงเอามาลงที่แหลมฉบัง รวมทั้งสินค้าจากเขตเศรษฐกิจพิเศษของกัมพูชา ที่มาจากเมืองปอยเปต และเกาะกง ก็มาลงเรือที่แหลมฉบังเช่นกัน

นายอาคมกล่าวว่า จากการหารือดังกล่าว นายสมคิดได้มอบนโยบายว่า อย่ามองว่าเป็นเพียง ท่าเรือขนสินค้าของประเทศไทยเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องมองว่า จะต้องทำให้เป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศด้วย เพราะหลายๆประเทศก็ทำกัน แทนที่จะพึ่งท่าเรือสิงคโปร์อย่างเดียว ปกติเรา เหมือนท่าเรืออยู่ในซอย เรือใหญ่ๆจะเข้ามาเปลี่ยนลำไม่ค่อยมี จึงต้องสร้างศักยภาพว่าท่าเรือของประเทศไทยก็มีความพร้อมให้ขนถ่ายสินค้าหรือเปลี่ยนเรือที่นี่ได้ หากท่าเรือแหลมฉบังแล้วเสร็จทั้ง 3 เฟส เมื่อรวมกับกำลังปริมาณขนส่งที่ท่าเรือ คลองเตยที่กรุงเทพฯด้วยอีกประมาณ 1 ล้านทีอียู ประเทศไทยจะมีกำลังรองรับปริมาณสินค้าได้ที่ 7 ล้านทีอียู จากปัจจุบันท่าเรือแหลมฉบังรับได้อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านทีอียู จะเพิ่มอีก 3 ล้านทีอียู.

 

 

ที่มา  :  www.thairath.co.th

Read 1706 times