Monday, 24 August 2015 14:26

ไปรษณีย์ก้าวไกลเกินคาด สร้างเครือข่ายขนส่งรองรับค้าชายแดน

Written by 
Rate this item
(0 votes)

 

 

ไปรษณีย์ไทยรับอานิสงส์ค้าขายออนไลน์ดันรายได้โต โดยเฉพาะขนส่งสินค้าตลาดโรงเกลือ ยอดส่งทะลุ 52% ลุยปรับระบบขนส่งสินค้า สร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ หนุนนโยบายรัฐบาลตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและค้าขายชายแดนไทย–กัมพูชา ก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

นายปิยะวัตร์ มหาเปารยะ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21-22 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนลงพื้นที่ จ.สระแก้ว เยี่ยมชมที่ทำการไปรษณีย์ 3 แห่ง ได้แก่ สระแก้ว, อรัญประเทศ, ตลาดโรงเกลือ เพื่อให้เห็นสภาพตลาดขนส่งและโลจิสติกส์ที่แท้จริง โดยปัจจุบันการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายพัฒนา จ.สระแก้วให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เชื่อมโยงการค้าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ไปรษณีย์ไทยต้องเร่งพัฒนาคุณภาพบริการและสร้างเครือข่ายการขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2559

สำหรับการเติบโตของธุรกิจไปรษณีย์ไทยในพื้นที่เชื่อมต่อการค้าชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ถือว่ามีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นมาก โดยมีการส่งพัสดุด่วนพิเศษในประเทศ (EMS) และพัสดุลงทะเบียน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ทำการไปรษณีย์ตลาดโรงเกลือ มียอดรายได้จากการส่งสินค้าเพิ่มขึ้นเป็น 22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มียอดรายได้ 14 ล้านบาท และเชื่อว่าทั้งปียอดรายได้ทะลุ 30 ล้านบาทอย่างแน่นอน

“ต้องยอมรับว่าอัตราการเติบที่เพิ่มสูงขึ้นมานั้น เป็นผลจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หรือการค้าขายสินค้าผ่านออนไลน์ ที่ผู้ประกอบการร้านค้ารายเล็กที่อยู่ในกรุงเทพฯและที่อื่นๆ ทั่วประเทศ สั่งให้ร้านค้าในตลาดโรงเกลือเป็นผู้จัดส่งสินค้าไปยังปลายทาง ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบในอดีตมาก ที่จากเดิมผู้ขายจะเดินทางมาด้วยตัวเองเพื่อเลือกซื้อสินค้าไปขาย แต่ปัจจุบันจะสั่งซื้อสินค้าผ่านสมาร์ทโฟน ผ่านไลน์ ซึ่งผู้ซื้อจะบอกที่อยู่ปลายทางเพื่อจัดส่ง ทางผู้ขาย แม้จะเป็นชาวกัมพูชา ก็จะนำชื่อที่อยู่ในโทรศัพท์ ไปพิมพ์ แล้วนำไปส่งพัสดุที่ไปรษณีย์ ซึ่งไปรษณีย์ไทยจะอำนวยความสะดวกทุกอย่าง และบางครั้งช่วยติดต่อประสานงานเรื่องการชำระเงินให้ด้วย และหากสินค้านั้นไม่ถึงผู้รับ ก็นำส่งคืนผู้ฝาก ซึ่งถือว่าได้รับความไว้วางใจมาก”

ส่วนสินค้าที่มีการสั่งมากสุด ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องแต่งกาย สินค้าสตรี และเครื่องมือเครื่องใช้ โดยส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน สำหรับสินค้ามือสอง จะเป็นรองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า กางเกงยีนส์ มาจากประเทศแถบยุโรปเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งตลาดโรงเกลือเป็นอีกสถานที่ที่ได้รับความนิยมในการมาจับจ่ายซื้อสินค้า โดยบางคนจะเรียกว่าตลาด “เสิ่นเจิ้น” เมืองไทย เพราะมีสินค้าคล้ายกันเกือบทุกชนิด

“ไปรษณีย์ไทยพร้อมรองรับการเปิดประชาคมเออีซีและพร้อมจะขับเคลื่อนทุกภาคธุรกิจของคนไทยไปสู่เวทีโลกและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยความรู้จริงรู้จักทุกตารางนิ้วทุกพื้นที่ของไทย รู้ใจในความต้อง การที่หลากหลาย ให้บริการด้วยความจริงใจและเป็นเครือข่ายชีวิต และเศรษฐกิจไทยตลอดไป”

นายปิยะวัตร์กล่าวยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยซบเซา คนจับจ่ายใช้สอยน้อยลง แต่ไปรษณีย์ไทยยังคงมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นนั้น นอกจากเป็นผลจากการประหยัดค่าใช้จ่ายภายในไปรษณีย์แล้ว ยังเป็นผลจากการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเป็นจากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นด้วย โดยคาดว่าทั้งปีจะมีรายได้ 22,000 ล้านบาท กำไรสุทธิราว 2,200 ล้านบาท โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-มิ.ย.58) มีรายได้รวม 11,048 ล้านบาท กำไร 1,361 ล้านบาท ถือว่าเกินเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

นอกจากการพัฒนาระบบไปรษณีย์ไทยในประเทศแล้ว ยังร่วมมือเพื่อการพัฒนาบริการไปรษณีย์และบริการการเงินระหว่างการไปรษณีย์กัมพูชา ทั้งส่งพัสดุ จดหมาย โดยขยายน้ำหนักจาก 20 กิโลกรัม (กก.) เป็น 30 กิโลกรัม เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งให้มากขึ้น อีกทั้งยังมีข้อตกลงการให้บริการธนาณัติอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ ผ่านระบบอินเตอร์คอนเนกระหว่างกัน

นายกาหลง ทรัพย์สอาด รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยได้เตรียมการรองรับการขยายตัวของการส่งพัสดุ และการเข้าสู่ประชาคมเออีซี ด้วยการจัดตั้งศูนย์ไปรษณีย์กบินทร์บุรี เพื่อรองรับการเติบโตของปริมาณงานไปรษณีย์ในพื้นที่ภาคตะวันออก 4 จังหวัด ได้แก่ นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ที่เติบโตแบบก้าวกระโดดมาก โดยศูนย์ไปรษณีย์กบินทร์บุรีนี้จะเป็นจุดกระจายสินค้าทั้งในและระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียนอีกด้วย

อีกทั้งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการนำจ่าย โดยการพัฒนาระบบนำจ่ายเพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีขนาดใหญ่ขึ้นด้วยการนำจ่ายโดยรถยนต์ การพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศของบุคลากร และเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่บุคลากร เพื่อรองรับการเปิดเสรีด้านบริการและการลงทุนในประชาคมเออีซี รวมไปถึงการเรียนรู้ภาษาที่ 3 ของบุคลากรในพื้นที่เขตการค้าชายแดนด้วย

“ไปรษณีย์ไทยได้ลงทุน 16.8 ล้านบาท ซื้อที่ดิน 14 ไร่ เพื่อจัดตั้งศูนย์ไปรษณีย์กบินทร์บุรีโดยใช้เงินก่อสร้าง 90 ล้านบาท และอีก 10 ล้านบาท สำหรับการวางระบบเครื่องและอุปกรณ์ในการให้บริการกิจการไปรษณีย์ โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในกลางปี 2559 นี้ ซึ่งจะให้ประสิทธิภาพการนำจ่ายพัสดุต่างๆได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”.

 

ที่มา    http://www.thairath.co.th/content/520302

Read 2233 times