Friday, 03 September 2010 18:15
ภายใต้การร่วมลงทุนระหว่างจีนและไทย หวังดันไทยเป็นศูนย์การขนส่งตั้งแต่เหนือจรดใต้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนรอบ 100 ปี นับจากมีระบบรถไฟ
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายก-รัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมนำเสนอโครงการร่วมลงทุนรถไฟไทย-จีน เข้าสู่ที่ประชุม ครม. แทนตนเองที่ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะกรรมการฝ่ายไทยที่รับผิดชอบเจรจา เรื่องนี้กับทางจีน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระทรวงคมนาคมรีบนำเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในสัปดาห์หน้าทันที เพราะเมื่อ ครม.อนุมัติทางฝ่ายจีนจะเดินทางมาศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในทันที แต่หากการเสนอเรื่องล่าช้าก็อาจจะส่งผลทำให้ระยะเวลาในการดำเนินโครงการต้อง ยืดยาวออกไป เพราะมีขั้นตอนที่ต้องเข้าสู่ที่ประชุมสภาอีก 2 รอบ รอบแรกเป็นการนำเสนอกรอบร่างบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ที่จะนำไปเจรจากับจีน และรอบที่ 2 เป็นการนำเอ็มโอยูมาพิจารณาว่าตรงกับที่สภาฯเห็นชอบไปหรือไม่
"ผม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า กระทรวงคมนาคมจะนำเรื่องนี้กลับเข้า ครม. สัปดาห์หน้า เพราะเนื้อหาต่างๆ มีปลัดกระทรวงคมนาคมจัดทำร่างเอกสารในฐานะประธานคณะทำงานฝ่ายเทคนิคมา ตั้งแต่แรก ถ้าเป็นไปตามกำหนด จะสามารถเริ่มต้นก่อสร้างได้ในต้นปี 2555 และอีก 4 ปีจะเสร็จ"
ทั้งนี้ ภายใต้การร่วมลงทุนระหว่างจีนและไทย ถ้าสามารถก่อสร้างทางรถไฟได้ครบทั้งระบบตั้งแต่หนองคาย-กรุงเทพฯ และกรุงเทพฯ-ชายแดนภาคใต้ จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์การขนส่งตั้งแต่เหนือจดใต้ โดยจีนสามารถผ่านไทยทะลุไปจนถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทยในรอบ 100 ปี นับจากที่มีระบบรถไฟ ขณะที่เส้นทางสายกรุงเทพฯ-ระยอง ที่จีนก็สนใจ หากมีการก่อสร้างเป็นระบบเดียวกัน จะให้ผลประโยชน์ ตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่าเมื่อได้ย้ายท่าเรือคลองเตยออกไปอยู่แหลมฉบัง ทั้งหมด และทำให้ พัทยาเป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ทำให้ มาบตาพุด เป็นอีโคทาวน์ และเชื่อมโยงกับสนามบินอู่ตะเภา จะถือเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจมาก.
- "โสภณ" ลั่นตั้งไทยไทเกอร์ไม่สะเด็ดน้ำ
นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยม บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่า การจัดตั้งสายการบินไทย ไทเกอร์แอร์เวย์สรัฐบาลและฝ่ายการเมือง จะไม่เข้าไปแทรกแซงการบริหารการบินไทย หากเห็นว่ามีความจำเป็นต้องดำเนินการ รัฐบาลก็พร้อมสนับสนุน โดยการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ก็จะต้องเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ทั้งเรื่องการให้สิทธิการบินแก่ต่างชาติ
และ การบริหารสายการบินนกแอร์ และเชื่อว่าฝ่ายบริหารจะไม่ปล่อยให้เกิดปัญหา ยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นความขัดแย้งระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย
ขณะที่นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม กล่าวว่า แม้จะไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งสายการบินไทย ไทเกอร์แอร์เวย์ส ของการบินไทย แต่จะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของการบินไทย แต่ในฐานะกำกับดูแลจะต้องตรวจสอบความชัดเจนของการทำงานและต้องตอบข้อสงสัย ของสังคมได้ทุกประเด็น รวมถึงต้องชี้แจงในรัฐสภาให้เกิดความชัดเจนด้วย เพราะไม่เช่นนั้นจะถูกข้อหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และหากการชี้แจงของการบินไทยชัดเจน และเห็นว่าการจัดตั้งสายการบินไทย ไทเกอร์ เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และการบินไทย ก็จะให้ดำเนินการได้ แต่หากตรวจสอบแล้วไม่เป็นประโยชน์ และไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถดำเนินการจัดตั้งได้
"ขณะนี้บอกไม่ได้ว่า จะสนับสนุน หรือคัดค้านการจัดตั้งสายการบินดังกล่าว เพราะรอการชี้แจงจากฝ่ายบริหารการบินไทยอีกครั้ง ซึ่งในเอกสารชี้แจงที่การบินไทยรายงานมา ยังตอบข้อสงสัยได้ไม่ชัดเจน โดยกระทรวงคมนาคมจะเรียกผู้บริหารมาชี้แจงอีกครั้งในวันที่ 15 ก.ย. 53"
ด้าน นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย กล่าวว่า การบินไทยมีความจำเป็นต้องจัดตั้งสายการบินต้นทุนต่ำ เนื่องจากสถานการณ์ของธุรกิจการบินได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 10 ปีก่อน ตั้งแต่โลกนี้มีสายการบินต้นทุนต่ำเกิดขึ้น ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดการบินไทยลดลงจากที่เคยสูงถึง 82% เมื่อ 7 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันเมื่อรวมส่วนแบ่งการตลาดการบินไทยและนกแอร์แล้ว เหลือเพียง 52% จึงจำเป็นจะต้องตั้งสายการบินต้นทุนต่ำ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดกลับคืน
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับ "อภิสิทธิ์" ว่า การบริหารงานของการบินไทย ต้องให้ความสำคัญเรื่องการบริหารงานอย่างมีธรรมาภิบาล และการบริหารจัดการธุรกิจสายการบินในปัจจุบัน เป็นเรื่องท้าย รัฐมนตรีที่กำกับดูแลจะต้องไม่ทำตัวเป็นอุปสรรคกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิด ขึ้น ซึ่งเป็นการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร