Friday, 03 September 2010 18:14
ครม.เศรษฐกิจกลุ่มย่อยไม่หนักใจปัญหาเงินบาทแข็งค่า ขณะที่ "พรทิวา" ถกผู้ส่งออก เปิดข้อเท็จจริงถูกผลกระทบอย่างหนัก ต้องช่วยตัวเองเพราะรอแบงก์ชาติ–กระทรวงการคลังไม่ไหว วางแผนธุรกิจรับมือเงินบาทแตะ 29–30 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังได้เรียกประชุม ครม.เศรษฐกิจกลุ่มย่อย ว่า ได้เอาตัวเลขทั้งหมดมาวิเคราะห์ดูและเห็นว่ามีปัจจัยพื้นฐานทำให้ค่าเงินมี แนวโน้มแข็งขึ้น แต่การเคลื่อนไหวยังสอดคล้องกับค่าเงินในภูมิภาค สิ่งที่ดูคือไม่ให้ผันผวนเกินไป และมอบหมายให้ดูแลเป็นพิเศษกรณีที่มีการเคลื่อนไหวผิดปกติเพื่อเก็งกำไร และมีการซักซ้อมกลไกมาตรการอะไรที่อาจจะลดปัญหาได้ ซึ่ง ธปท.มีความพร้อมอยู่แล้ว ด้านนายกรณ์เปิดเผยว่า ผลกระทบตลอดปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งขึ้น 6% แต่การส่งออกสูงมาก จึงยังไม่เห็นปัญหาที่กระทบกับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย ขณะที่ค่าเงินมาเลเซียแข็งค่ากว่าไทย
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ที่ประชุมไม่ได้มีสั่งการอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่กำชับให้ ธปท.ดูแลและติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด ซึ่งมาตรการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายของ ธปท.ที่มีอยู่ยังสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เราก็จะติดตามใกล้ชิดต่อไป ซึ่งขณะนี้ยังมีเงินทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุนทั้งในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตร (บอนด์) ระยะสั้น โดยมีการซื้อ-ขายออกได้ทุกเมื่อ แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเงินเก็งกำไรค่าเงินบาทหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิดต่อไปด้านนางพร ทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประ-เทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า กระทรวงพาณิชย์จะตั้งคณะทำงานร่วมกับ ส.อ.ท.แก้ไขปัญหาให้ภาคส่งออกที่กำลังได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า ขึ้น 3% จากเมื่อ 2 เดือนก่อนมาอยู่ที่ระดับ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ โดยจะหามาตรการที่เหมาะสมมาดูแลผู้ส่งออก เช่น การใช้เงินสกุลเดียวจ่ายค่าระวางเรือ เพื่อลดความสูญเสียจากอัตราแลกเปลี่ยน ผลักดันให้ทุกธนาคารรับทำแพ็กกิ้ง เครดิตเงิน 2 สกุลทั้งเหรียญสหรัฐฯ หรือเงินยูโร จากเดิมจะรับเฉพาะเหรียญสหรัฐฯเท่านั้น เป็นต้น
"ใน การประชุม ครม.เศรษฐกิจกลุ่มย่อย ธปท. บอกว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าไม่มีผล เพราะมองเศรษฐกิจภาพรวม แต่ผู้ผลิตส่งสัญญาณว่าผลกระทบมีแน่นอน ซึ่งต้องเอาข้อเท็จจริงมาว่ากัน เพราะถ้าไม่ทำอะไรเลย ภาคส่งออกจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จนไม่สามารถรับคำสั่งซื้อได้อีก ภาครัฐต้องลงมาช่วยดูแล เพื่อให้การส่งออกภาพรวมของไทยในปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายขยายตัว 20% เพราะเชื่อว่า ธปท.คงไม่ปล่อยให้ค่าเงินไหลลงมากกว่า 30 บาทต่อเหรียญฯ"
นาย ธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยที่ใช้วัตถุดิบในประเทศหลายกลุ่ม เช่น เกษตรแปรรูป และอาหาร เริ่มปฏิเสธคำสั่งซื้อล่วงหน้าจากต่างประเทศ 4-6 เดือนแล้ว มูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากแนวโน้มค่าเงินอาจแข็งค่าในระดับ 30-30.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งง่ายต่อการขาดทุนอย่างหนักหลังจากผู้ประกอบการแลกเงินสกุลเหรียญสหรัฐฯ มาเป็นเงินบาท
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มวางแผนธุรกิจในการรับมือกับค่าเงินบาทในระดับ 29-30 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯแล้ว จากเดิมที่มีการวางแผนตั้งรับค่าเงินที่ระดับ 31.2 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ แต่ก็ผ่านไปแล้ว ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อการรับออเดอร์ในช่วงปลายปีนี้จนอาจกระทบต่อเป้าการส่งออก ของกระทรวงพาณิชย์ที่ตั้งไว้ขยายตัว 20% เพราะผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้ เนื่องจากคู่แข่งอย่างจีน เวียดนาม อินเดีย และบังกลาเทศยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า
นาย พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ขณะนี้ส่งออกได้รับผลกระทบมาก หากนับจากต้นปีเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้ว 7% โดยกลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศน้อย จะขาดทุนกำไร ยังประคองตัวอยู่ได้ และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก คือ กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศสูงถึง 80-90% เช่น สิ่งทอ เกษตร และเกษตรแปรรูป มีกำไรเพียง 5% ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น 7% แม้จะมีการรับคำสั่งซื้อล่วงหน้า 5 เดือน ก็ยังขาดทุน และทำธุรกิจลำบาก เพราะต้องแข่งขันกับคู่แข่งที่ค่าเงินแข็งค่าน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม มองว่าเงินบาทคงไม่ไหลไปจนถึง 28-29 บาท/เหรียญฯ แต่ปลายปียังไม่แน่ใจว่าจะเป็น 30 บาทต่อเหรียญฯหรือไม่
"ช่วงต้นปี ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ค่าเงินไทยแข็งค่า 6-7% แล้ว รองจากมาเลเซีย แต่มาเลเซียไม่เน้นการส่งออกเหมือนไทย ดังนั้น เอกชนต้องดิ้นรนแก้ปัญหา เพราะคงไม่สามารถรอให้ ธปท.หรือกระทรวงการคลังมาช่วยเหลือได้อีกแล้ว"
ส่วน นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ส.อ.ท. กล่าวว่า สินค้าอาหารได้รับผลกระทบมากสุด เพราะใช้วัตถุดิบในประเทศเกือบ 90% ขณะที่มีการตั้งกำไรต่ำเพียงแค่ 1-2% ซึ่งขณะนี้ขาดทุนกำไรแล้ว หากไม่แก้ไขอาจทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยปิดกิจการได้