Thursday, 02 September 2010 18:56
การบินไทย แจงนายกฯ ตั้ง'ไทย ไทเกอร์'วันนี้ พร้อมเหตุผลความจำเป็นศึกษาตั้งสายการบินภูมิภาคแห่งใหม่ เหตุต้องสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่รองรับผู้โดยสาร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 ก.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะจะเดินทางไปตรวจเยี่ยม บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งผู้บริหารการบินไทย เตรียมรายงานให้ทราบถึงการดำเนินงานด้านต่างๆ เช่น สถานการณ์อุตสาหกรรมการบินในปัจจุบัน พบว่าสายการบินต้นทุนต่ำมีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็วทั้งตลาดในประเทศและ ภูมิภาค แหล่งข่าว จากการบินไทย กล่าวว่า ขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดของการบินไทยลดลง ทั้งในสองตลาด ส่วนสายการบินนกแอร์ ก็ไม่สามารถช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดและหยุดยั้งการเติบโตของคู่แข่งได้ การบินไทยจำเป็นต้องสร้าง PRODUCT เพิ่ม เพื่อรองรับผู้โดยสารในทุก SEGMENT ทั้งนี้ การบินไทยอยู่ระหว่างจัดตั้งสายการบินไทย ไทเกอร์ แอร์เวย์ส โดยการร่วมทุนกับสายการบินไทเกอร์ แอร์เวย์ส อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดแผนธุรกิจ โดยการบินไทยได้ ว่าจ้างบริษัท L.E.K.CONSULTING วงเงิน 10 ล้านบาท ให้เป็นที่ปรึกษาสนับสนุนการเจรจาข้อตกลงร่วมทุน โดยบริษัทจะต้องศึกษาข้อตกลงเบื้องต้นในบันทึกความเข้าใจหรือเอ็มโอยู ซึ่งการบินไทยตั้งเป้าว่าไทย ไทเกอร์ จะเปิดให้บริการเดือน มี.ค. 2554 นอกจากนั้น การบินไทยยัง ศึกษาแนวทางจัดตั้งสายการบินภูมิภาคแห่งใหม่ ซึ่งมีตำแหน่งยุทธศาสตร์เป็น REGIONAL AIRLINE เพื่อเสริมต่อเครือข่ายเส้นทางบินภูมิภาค คาดจะเสนอให้คณะกรรมการการบินไทยพิจารณาเดือน ต.ค.นี้ โดยให้บริการจุดบินรองในเส้นทางภูมิภาค ที่ยังมีผู้โดยสารไม่หนาแน่น และเปิดจุดบินใหม่ที่การบินไทยไม่ได้ให้บริการ เช่น เสียมราฐ กุ้ยหลิน แมนดาเลย์ ส่วนนักบินและลูกเรือจะแยกจากการบินไทย โดยลูกค้าของสายการบินแห่งใหม่ จะเป็นผู้โดยสารที่ต้องการ FULL SERVICE ขณะที่ลูกค้าการบินไทยจะเป็นผู้โดยสารที่ต้องการความสะดวกสบายในระดับ PREMIUM ขณะที่ช่วงบ่ายวันเดียวกัน จะมีการประชุมคณะกรรมการการบินไทย โดยที่ประชุมจะพิจารณาการต่อสัญญาบริษัท คิงเพาเวอร์ มาร์เก็ตติง แอนด์ แมเนจเมนท์ ให้ดำเนินการด้านสินค้าปลอดภาษีบนเครื่องบินต่ออีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2553 จนถึงวันที่ 30 พ.ย. 2554 โดยการบินไทยจะ ได้รับผลตอบแทนขั้นต่ำในอัตรา 3.85 ล้านดอลลาร์ บวก 10% ของยอดขาย หรือผลประโยชน์ตอบแทนในอัตรา 39.5% ของยอดขาย แล้วแต่ยอดใดจะสูงกว่า และเพิ่มผลประโยชน์ตอบแทนในอัตรา 0.5%ของยอดจำหน่ายสินค้าในส่วนที่เกิน ทั้งนี้ คิงเพาเวอร์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2550 ถึงวันที่ 30 พ.ย. 2553 โดยเงื่อนไขสัญญาระบุว่าสามารถต่ออายุได้อีก 1 ปีหลังครบสัญญา ที่ผ่านมา การบินไทยได้ รับผลตอบแทนรวม 540.85 ล้านบาท ซึ่งฝ่ายบริหารเห็นว่าเพื่อให้การสินค้าปลอดภาษีบนเครื่องบินได้รับผลตอบแทน ต่อเนื่อง และรักษามาตรฐานการบริการบนเครื่องบิน เห็นควรต่อสัญญาคิงเพาเวอร์อีก 1 ปี นอกจากนั้น ฝ่ายบริหารจะเสนอให้ที่ประชุมรับทราบ ประมาณการผลการดำเนินงานในปี 2553 คาดการบินไทยจะ มีรายได้จากการดำเนินงาน 182,476 ล้านบาท สูงขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ 161,222 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21,254 ล้านบาท ส่วนรายจ่ายรวมอยู่ที่ 165,380 ล้านบาท สูงขึ้นจากปีก่อน ที่มีรายจ่ายรวม 149,859 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15,521 ล้านบาท คาดจะมีกำไร 11,568 ล้านบาท สูงขึ้นจากปีที่แล้ว ที่มีกำไร 8,724 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2,844 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดจะมีกำไรก่อนอัตราแลกเปลี่ยนและภาษีเงินได้ 9,355 ล้านบาท สูงขึ้นจากปีที่แล้ว ที่มีกำไรก่อนอัตราแลกเปลี่ยนและภาษีเงินได้ 4,872 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4,483 ล้านบาท ส่วน EBITDA จะอยู่ที่ 32,895 ล้านบาท สูงขึ้นจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ในระดับ 30,154 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2,741 ล้านบาท