Friday, 27 August 2010 16:32
ดู เหมือนว่าถึงวันนี้ความพยายามในการผลักดันให้ใช้การขนส่งทางน้ำแทนการขนส่ง ทางบก เพื่อลดต้นทุนทางด้านพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดช่วงหลาย ปีที่ผ่านมาของทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมขึ้นอีกครั้ง
เมื่อ ทางกลุ่ม บริษัท เอส ซี โดยบริษัท เอส ซี จี โลจิสติกส์ จำกัด ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางแม่น้ำและชายฝั่งของประเทศไทย ได้ลงนามในสัญญากับ บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด ในเครือกลุ่มไทยยูเนี่ยน (TUF) ผู้ผลิตและส่งออกปลาทูน่ากระป๋องและอาหารทะเลแช่แข็งรายใหญ่อันดับ ต้น ๆ ของโลก ร่วมมือกันในการพัฒนา รูปแบบการขนส่ง ตู้คอนเทนเนอร์รูปแบบใหม่ผ่านการขนส่งทางแม่น้ำท่าจีน จากท่าเรือสตาร์มารีน (มหาชัย) เพื่อขนถ่ายขึ้นเรือแม่ที่ท่าเรือแหลมฉบัง (ทพฉ.)
นายณัฐ ภพ รัตนสุวรรณทวี ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท เอส ซี กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ภายหลังการลงนามว่า ธุรกิจท่าเรือขนส่งสินค้าทางแม่น้ำและชายฝั่งเป็นธุรกิจที่ลงทุนสูง และมีความยากลำบากในการลงทุนมาก ทั้งการลงทุนก่อสร้างท่าเรือและซื้อเรือ หากไม่มีบริษัทผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่เข้ามาใช้บริการเป็นหลักจะเติบโตยาก ดังนั้นการที่บริษัทไทยรวมสินฯ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่เห็นความสำคัญในการพัฒนาการขนส่งทางน้ำ และมาร่วมมือกันจะทำให้ธุรกิจท่าเรือชายฝั่งเติบโตไปได้ และส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กมีโอกาสใช้บริการเรือชายฝั่งได้ในราคาต้นทุน ที่ต่ำลง คาดว่าภายใน 2 ปีท่าเรือมหาชัยจะมีตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าประมาณ 13,000 TEU (ตู้ขนาด 20 ฟุต)
"ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เห็นหลายคนมีความพยายามจะทำท่าเรือชายฝั่งขึ้นที่มหาชัย จ.สมุทรสาคร เพราะเป็นทำเลย่านอุตสาหกรรมที่มีการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ต่อวันไปท่าเรือ แหลมฉบังจำนวนมาก แต่ทุกคนทำแล้วก็ต้องถอยเพราะในช่วงแรกมีผู้มาใช้บริการน้อย การบรรทุกของเรือไม่เต็มลำ อีกทั้งบริษัทต้องแบกภาระหลายด้าน ทำให้ต้นทุนการขนส่งยังไม่ถูกลงมากนักเมื่อเทียบกับการขนส่งทางบก ทำให้ไม่สามารถจูงใจเจ้าของตู้สินค้าให้หันมาใช้บริการได้มากนัก" นายณัฐภพกล่าว
ตามแผนที่วางไว้หลังจากเปิดดำเนินการตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ 2553 จะเน้นการให้บริการครบวงจร เนื่องจากท่าเรือสตาร์ มารีนมีพื้นที่ไม่ถึง 10 ไร่ บริษัทจึงได้เตรียมที่ดินอีกแห่งหนึ่ง เนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ อยู่ห่างจากท่าเรือสตาร์มารีนประมาณ 5 ก.ม. จะสามารถวางตู้คอนเทนเนอร์ได้จำนวนมาก พร้อมกับการซ่อมบำรุง
นาง อรรถพันธ์ มาศรังสรรค์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางถนนไปท่าเรือแหลมฉบังประมาณ 600-700 ตู้ต่อเดือน หรือประมาณ 20,000 ตู้ต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณค่อนข้างมาก ดังนั้นทางบริษัทเองมีนโยบายสนับสนุนการขนส่งทางน้ำเพื่อลดมลพิษทางด้านสิ่ง แวดล้อม และลดการแออัดของการจราจร รวมถึงลดการเสื่อมของถนนที่บริเวณลาดกระบัง ขณะที่ท่าเรือสตาร์มารีนอยู่ห่างจากบริษัทไทยรวมสินฯประมาณ 15 ก.ม. ใช้เวลาเดินทาง 20-25 นาที ทั้งนี้การหันมาเริ่มทดลองขนส่งทางน้ำ แต่เนื่องจากเป็นการขนส่งรูปแบบใหม่ที่บริษัทเปลี่ยนมาใช้บริการ จึงอยากจะเริ่มทดลองในปริมาณที่ไม่มากนักประมาณ 150 ตู้ต่อเดือนก่อน เพื่อดูว่าจะมีปัญหาและอุปสรรคหรือไม่อย่างไร หากภายใน 30 วันการขนส่งทุกอย่างราบรื่นไปได้ด้วยดี ทางบริษัทไทยรวมสินฯจะพิจารณาเพิ่มประมาณการขนส่งทางน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
อนึ่ง ปัจจุบันกลุ่มบริษัท เอส ซี มีท่าเรือชายฝั่ง 2 แห่ง คือ ท่าเรือ NPM จ.สุราษฎร์ธานี เปิดมาเกือบ 5 ปี มีตู้สินค้าพวกยางพารา และไม้ยางพารา มาใช้บริการผ่านท่าประมาณ 80,000-90,000 TEU ต่อปี และท่าเรือสตาร์มารีน จ.สมุทรสาคร เปิดบริการมาแล้ว 6 เดือน ตอนนี้มีศักยภาพในการขนส่งสินค้าประมาณ 3,000 ตู้ต่อเดือน ขณะเดียวกันบริษัทมีกองเรือชายฝั่งวิ่งในแม่น้ำ (River Feeder Container) น้ำหนักบรรทุก 1,200 ตัน/ลำ จำนวน 12 ลำ และกองเรือชายฝั่ง (Coasta Feeder Container) น้ำหนักบรรทุก 2,400 ตัน/ลำ จำนวน 5 ลำ มีศักยภาพขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ได้ 42,000 ตู้ต่อปี