Friday, 27 August 2010 16:27
DHLชวนผู้ประกอบการ SMEs เปิดประตูธุรกิจแดนมังกรแจก คู่มือการนำเข้าสินค้าจากจีนงาน Thailand SME Expo 2010 ระหว่าง2-5ก.ย.2553 อิมแพคเมืองทอง
นปัจจุบันเรียกได้ว่า ถนนทุกสายมุ่งสู่ประเทศจีน เนื่องจากเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองลงมาจาก สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น และด้วยจำนวนประชากรกว่า 1,300 ล้านคน ทำให้จีนเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและของโลกด้วยอัตราเฉลี่ย ร้อยละ 10 ต่อปี
หากเจาะลึกลงไปในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือกลุ่มเอสเอ็มอีของไทยนั้น พบว่ามีการลงทุนในประเทศจีนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหลังจากที่การจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนและจีนมีผลบังคับใช้เมื่อ วันที่ 1 มกราคม 2548 ซึ่งกำหนดให้มีการเปิดเสรีสินค้าส่วนแรก โดยมีการยกเลิกภาษีทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นมา
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์พบว่าในปี 2552 ยอดการค้าและการส่งออกไทย-จีน มีมูลค่าถึง 33,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ธุรกิจ เอสเอ็มที่ของไทยที่ลงทุนในประเทศจีน ที่มีแนวโน้มสดใส 3 อันดับแรก คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยางพาราและเม็ดพลาสติก ในทางกลับกัน เอสเอ็มอีบางกลุ่มที่นำเข้าสินค้าจากจีนเข้ามาขายในประเทศไทย ก็มีแนวโน้มที่เติบโตด้วยเช่นกัน โดยสินค้าจากจีนที่มีการนำเข้ามาขายในประเทศไทย 3 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบ และเคมีภัณฑ์ **
แม้จะมีนักธุรกิจไทยทำธุรกิจกับจีนแล้วเป็นจำนวนมากก็ตาม แต่ปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่นักธุรกิจไทยยังต้องพบเจออยุ่เสมอก็ยังมีอยู่มาก จนทำให้ธุรกิจติดขัด งบประมาณบานปลาย ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว เจ้าของธุรกิจจึงควรต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง ของกฎระเบียบเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกสินค้า เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศจีน
หากพูดถึงเขตเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ปัจจุบันแบ่งเป็น 3 เขตด้วยกัน คือ เขตลุ่มแม่น้ำเพิร์ล (Pearl River Delta) ประกอบด้วย 9 เมือง เขตปากน้ำแยงซี (Yangtze River Delta) และเขตเศรษฐกิจป๋อไห่ (Bohai Economic Zone) ประกอบด้วยกรุงปักกิ่ง มหานครเทียนจิน และเมืองในมณฑลเหอเป่ยและชานตง 1 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
หลังจากได้มีการลงนามความตกลงการสินค้าในการเปิดเสรีอาเซียน-จีน ได้จำแนกรายการสินค้าที่จะลด/เลิกภาษีศุลกากรออกเป็น 2 กลุ่ม คือ รายการสินค้าปกติ และรายการสินค้าอ่อนไหว ซึ่งประเทศจีนได้จัดให้สินค้าอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมดรวม 77 รายการ โดยพบว่าอุตสาหกรรมที่จีนจัดอยู่ในกลุ่มอ่อนไหวสูงมากที่สุดคือ อุตสาหกรรมกระดาษ ยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
ปัญหาส่วนใหญ่ของผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีชาวไทย คือ การไม่เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นของจีน นอกจากนี้ด้วยความที่จีนเป็นประเทศใหญ่มีหลายมณฑล การขนส่งสินค้าระหว่างมณฑลอาจจะทำให้ต้นทุนของการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลกระทบถึงราคาของสินค้าของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ได้
ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ในตลาดจีน พร้อมสาขา 85 สาขา และพนักงาน 7,000 คน ทำให้ดีเอชแอลมีความเข้าใจ กฏระเบียบการนำเข้าส่งออกของจีนเป็นอย่างดี ดีเอชแอลได้จัดทำคู่มือนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับ เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี ก่อนที่จะก้าวเข้าไปสู่เวทีระดับสากล สำหรับตัวอย่างข้อควรรู้จากหนังสือคู่มือที่จัดทำโดยดีเอชแอลบางส่วนมีดัง นี้
- สอบถามคู่ค้าในเมืองจีนของคุณก่อนว่า ได้ขึ้นทะเบียนส่งออกไว้กับรัฐหรือไม่ เพราะอาจทำให้เกิดความล่าช้าหากของเข้าข่ายต้องเดินพิธีการศุลกากร (มูลค่าเกิน 600 เหรียญสหรัฐ)
- ตรวจสอบให้แน่ใจว่า invoice หรือใบกำกับสินค้าที่ต้นทางนำมาแสดงราคานั้นถูกต้อง เพราะมักจะมีผู้ส่งออกหลายรายเลือกที่จะสำแดงมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะต้องดำเนินพิธีการที่จีนซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ต้องเรียก เก็บจากผู้ส่ง แต่ภาระจะมาตกกับผู้นำเข้า เพราะอาจถูกดำเนินคดีในข้อหาสำแดงเท็จที่ประเทศไทย
- หากผู้ส่งออกแบ่งสินค้าให้มีมูลค่าลดลงเพื่อหลีกเลี่ยงการดำเนินพิธีการ ต้องส่งโดยแยกวันกัน มิฉะนั้นอาจถูกระงับการส่งออกได้
- ต้อง ระวังเป็นพิเศษเรื่องการสำแดงรายการเป็นภาษาอังกฤษ เพราะหากสะกดผิดจนแปลเป็นภาษาไทยและ หาพิกัดอากรไม่ได้ ต้องรอเปิดตรวจ อาจต้องเสียเวลาในการเดินพิธีการเพิ่มอีก 1-2 วัน
นอกจากข้อควรรู้ข้างต้นแล้ว ดีเอชแอลยังเตรียมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมตอบทุกข้อมสงสัยเกี่ยวกับ การส่งออกและนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนสำหรับนักธุรกิจอีกด้วย พบกับเจ้าหน้าที่หรือขอรับคู่มือนำเข้าสินค้าจากจีนได้ที่บู้ทของดีเอชแอล เลขที่ C45 ภายในงาน Thailand SME Expo 2010 ระหว่างวันที่ ระหว่างวันที่ 2-5 กันยายน 2553 ณ ฮอลล์ 3-4 อิมแพคเมืองทองธานี