Wednesday, 25 August 2010 16:50
มั่นใจครึ่งปีแรกขยายตัวสูงสุด จับตาเศรษฐกิจโลกผวาถดถอย
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 53 ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 9.1% แต่ต่ำกว่าไตรมาสแรกที่ขยายตัว 12% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและความมั่นใจของนักลงทุน ทำให้การส่งออก การลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชน ปรับตัวสูงขึ้นมาก ส่งผลให้เศรษฐกิจ ไทยในครึ่งปีแรกของปี 53 ขยายตัวสูงที่สุดในช่วงครึ่งปีตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 40 โดยขยายตัวสูงถึง 10.6%
นอกจากนี้สศช.คาดว่าตลอดทั้งปี 53 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 7-7.5% สูงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.5-4.5% โดยมีผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงถึง 10 ล้านล้านบาท มีรายได้ต่อหัวที่ 148,162 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งมีสมมุติฐานว่าเศรษฐกิจโลกไม่ซบเซาแม้ว่าจะชะลอตัว สถานการณ์การเมืองผ่อนคลายไม่เกิดความรุนแรง ราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่อง ยังสนับสนุนการขยายสินเชื่อการลงทุนได้ต่อเนื่อง และภาวะภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงในเดือนก.ย.-ต.ค.ไม่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผล ผลิตทางการเกษตร
“ขณะนี้การส่งออกถือเป็นพระเอกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยไตรมาสสองขยายตัวถึง 41.8% ต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 32% เช่นเดียวกับการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว 18.5% ดีขึ้นจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 15.8% ขณะที่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังสูงต่อเนื่องโดยขยายตัว 6.5% เนื่องจากราคาพืชหลักทางการเกษตรปรับตัว สูงขึ้นทั้งยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นสูงถึง 30% ประกอบกับภาวการณ์จ้างงานอยู่ในเกณฑ์ที่ดีโดยมีผู้ว่างงานเพียง 498,700 คน หรือคิดเป็นอัตราว่างงานเพียง 1.3%”
นายอำพน กล่าวว่า การลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่ายครัวเรือนที่ขยายตัวต่อเนื่องครั้งนี้ถือว่า เป็นเรื่องที่น่าพอใจเพราะถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจ เติบโตได้อย่างมั่นคงและเชื่อว่าหากไม่เกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองใน เดือนเม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสอง จะเติบโตได้ถึง 12% เห็นได้จากการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชนยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามการเติบโตของเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกที่ 10.6% นี้คาดว่า เป็นอัตราเติบโตที่สูงสุดแล้วจากนี้ไปเชื่อว่าจะเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจ ชะลอลง ตามวัฏจักรของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งสหรัฐได้เริ่มถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกจากระบบแล้ว จนทำให้เศรษฐกิจโลกเริ่มแผ่วลงแต่ไม่ใช่ถดถอย โดยจากนี้ไปการขยายตัวไตรมาสต่อไตรมาสจะเริ่ม ลดลงจาก 3-4% เป็น 0% หรืออาจติดลบในบางไตรมาส ดังนั้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 นี้เป็นต้นไปเศรษฐกิจไทยจะชะลอลดลงโดยคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 6-7% และไตรมาสสุดท้ายอยู่ที่ 1-2% ทำให้เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะขยายตัวประมาณ 4-5% ขณะที่ในปี 54 จะขยายตัวได้ในระดับ 4-5% เช่นเดียวกัน
สำหรับการบริหารเศรษฐกิจจากนี้ไป จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการใน 5 แนวทาง คือการดูแลและแก้ไขปัญหาการผลิตภาคการเกษตร และรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้รัฐบาลต้องเดินหน้าเร่งแก้ ไขปัญหาข้อกฎหมาย สิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับรัฐ ธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง และการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ รวมทั้งต้องเร่งรัดโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ให้ต่อเนื่อง และเตรียมโครงการสำคัญ ๆ ภายใต้กรอบงบประมาณปี 54 ให้มีความพร้อมต่อการดำเนินงานและการเบิกจ่าย โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปี 53 และไตรมาสแรกของปี 54