คุณอยู่ที่นี่ : Hot Issue บอร์ดสิ่งแวดล้อมเคาะแล้ว11กิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรง "จีดีพี"ครึ่งปีแรกขยายตัว10.6%คาดครึ่งปีหลังแผ่ว

บอร์ดสิ่งแวดล้อมเคาะแล้ว11กิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรง "จีดีพี"ครึ่งปีแรกขยายตัว10.6%คาดครึ่งปีหลังแผ่ว

PDFPrintE-mail

สภา พัฒน์เผย" จีดีพี " ครึ่งปีแรกขยายตัว 10.6% คาดครึ่งปีหลังแผ่ว ปีหน้าน่าจะขยายตัวได้ 4-5% บอร์ดสิ่งแวดล้อมเคาะแล้ว 11 กิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรง นายกฯจี้รมว.ทส.เร่งประกาศใน 1-2 วัน เชื่อทำให้แนวทางแก้ปัญหามาบตาพุดชัดเจนขึ้น

สศช.เผย"จีดีพี"ครึ่งปีโต10.6%
 

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการฯ สศช.  แถลงว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 อยู่ที่ 9.1% แม้จะต่ำกว่าไตรมาสแรก ซึ่งอยู่ที่ 12% แต่ชี้ให้เห็นเศรษฐกิจไทยยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้เศรษฐกิจครึ่งปีแรก ของปี 2553 ขยายตัวอยู่ที่ 10.6% ทั้งนี้ การส่งออกยังคงเป็นพระเอกสำคัญที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจไตรมาสที่สองยังขยายตัว อยู่ โดยมูลค่าการส่งออกในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวถึง 41.8% เร่งตัวขึ้นจากที่ขยายตัวอยู่ 32% ในไตรมาสแรก โดยสินค้าสำคัญได้แก่ รถยนต์  อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวอยู่ที่ 97.1%   ขณะที่ค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือนขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 6.5% ส่วนการลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 18.5% จากไตรมาสที่ผ่านมา อยู่ที่ 15.8%
 

นายอำพน กล่าวว่า ขณะที่ตัวเลขการท่องเที่ยว ก็อยู่ในเกณฑ์ดี แม้ว่าประเทศไทยจะประสบปัญหาวิกฤตความวุ่นวายทางการเมือง ในช่วงเดือนเมษายน และเดือนพฤษภาคม แต่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเมืองไทย 2.9 ล้านคน ลดลง 3.6% แต่เมื่อรวมตัวเลขในครึ่งปีแรก มีจำนวนนักท่องเที่ยว 7.5 ล้านคน ขยายตัว 13.7% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านซึ่งอยู่ที่ 6.6 ล้านคน มั่นใจว่า จำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้ น่าจะไม่ต่ำกว่า 15 ล้านคน


คาดศก.ปีนี้โต7.5%-ปีหน้า4-5%
 

" แม้ว่าเศรษฐกิจช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้จะขยายตัวถึง 10.6%  แต่มันก็เป็นไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3-4  และไตรมาสแรกของปี 2554 จะมีลักษณะเริ่มแผ่วลง การขยายตัวช่วงครึ่งปีหลังน่าอยู่ที่ 4-5% ส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปีอยู่ที่  7-7.5%  โดยจีดีพี ไตรมาสที่ 3 อาจเหลืออยู่ที่  6-7%  และไตรมาสที่ 4  อยู่ที่ 1-2% ก็เป็นไปได้ " นายอำพนกล่าว
 

นายอำพนกล่าวว่า ส่วนแนวโน้มปี 2554 คาดว่าค่าเงินบาทจะมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง แต่หากรัฐบาลดูแลบรรยากาศการลงทุน ให้เหมือนช่วงไตรมาสหนึ่งและสอง โดยเฉพาะโครงการที่รอการลงทุน และโครงการลงทุนตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล(เอสพี 2 )รวมทั้งเรื่องกิจการที่ติดปัญหามาบตาพุด ให้เดินหน้าได้ ตั้งแต่ปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า สิ่งเหล่านี้จะเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่จะทำให้จีดีพีปี 2554 ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 4-5 %  (อ่านรายละเอียด น.2)


"กรณ์"ยันบาทแข็งส่งออกไม่สะดุด
 

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อครึ่งปีแรกขยายตัว 10% ดังนั้นในครึ่งหลังของปีย่อมขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงอยู่แล้ว แต่ยังอยู่ในสมมุติฐานของกระทรวงการคลัง ที่ประมาณการไว้ปีนี้จะขยายตัว 5.5-6%   สำหรับการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทนั้น แข็งค่าต่อเนื่องมาเป็นปีแล้ว แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก แนวโน้มค่าเงินบาทจะแข็งค่าต่อเนื่อง แต่ไม่ได้แข็งที่สุดเมื่อเทียบกับค่าเงินในสกุลอื่น ค่าเงินริงกิตของมาเลเซียแข็งค่ามากกว่าเงินบาท สิ่งสำคัญที่จะมีผลต่อการส่งออกคือกำลังซื้อของประเทศคู่ค้ามากกว่าอัตราแลก เปลี่ยน
 

“ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะมาจากปัจจัยภายนอกมากกว่าในประเทศ  แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่กลับไปแย่เหมือนเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ก็ไม่ได้ฟื้นตัวตามที่คาดหวังไว้ ” นายกรณ์กล่าวและว่า ชัดเจนแล้วว่า การที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็วสะท้อนถึงความเข้มแข็งของภาคเอกชน และส่วนหนึ่งเป็นผลจากการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่ระบบเศรษฐกิจของไทยยังไม่ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ที่เท่าเทียมกันจาก การเติบโตของเศรษฐกิจ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้าไปแทรกแซงให้เกิดความเท่าเทียมกัน และจะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากกว่า


"พรทิวา"ดันส่งออกปีหน้าโตเกิน10%
 

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปีนี้กระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าหมายอัตราขยายตัวการส่งออกที่ 20% แม้ช่วงครึ่งปีหลังการส่งออกจะชะลอตัวไปบ้างตามสถานการณ์ปกติ ส่วนเป้าหมายในปี 2554 จะพยายามผลักดันอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าจะทำให้เป็นบวก และขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% แน่นอนแต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เรื่องค่าเงินบาท หากแข็งค่าถึง 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออก โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อย แต่เชื่อว่าหลังรัฐบาลส่งสัญญาณให้ ธปท. ดูแล น่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น โดยค่าเงินที่ผู้ส่งออกน่าจะพอใจคือ 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่ถ้าอยู่ที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ ก็พอรับได้


เคาะ11กิจการกระทบรุนแรง
 

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ว่า ได้ข้อยุติเรื่องการออกประกาศโครงการหรือกิจการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชน รุนแรง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ตามที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอมา โดยเห็นชอบให้ออกประกาศโครงการ หรือกิจการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง 11 ประเภท ขณะนี้ฝ่ายเลขานุการที่ประชุมได้แจ้งเวียนมติดังกล่าวให้บอร์ดสิ่งแวดล้อม รับทราบแล้ว คาดว่าภายใน 1-2 วันนี้ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จะลงนามในประกาศได้ จากนั้นจะแจ้งให้ครม. รับทราบต่อไป คาดว่าคงนำเรื่องเข้าครม. ไม่ทันวันที่ 24 สิงหาคม
 

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนโครงการหรือกิจการที่เห็นว่าไม่ควรอยู่ในประกาศฉบับนี้มี 7 ประเภท ในส่วนแรกมี 2 กิจการ หรือโครงการคือ 1.โครงการสูบนาเกลือใต้ดิน เพราะขณะนี้ไม่มีการประกอบกิจการเพิ่มเติม ส่วนผู้ประกอบการที่ดำเนินการอยู่ปัจจุบัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ถ้ามีคำวินิจฉัยอย่างไรจะใช้เป็นบรรทัดฐาน 2. โครงการชลประทาน เพราะการสร้างเขื่อน การผันน้ำ และการสร้างประตูระบายกั้นแม่น้ำสายหลัก อยู่ในประเภทกิจการรวม 18 กิจการอยู่แล้ว ถ้าต้องออกประกาศโครงการชลประทาน โดยใช้พื้นที่ชลประทานเป็นหลักจะขาดความเชื่อมโยงที่ชัดเจน


นายกฯชี้กติตาใหม่ชัดเจน
 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ส่วนที่ 2 เป็นโครงการ หรือกิจการที่ยังไม่เคยทำการสำรวจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เลย จึงเห็นควรให้ประกาศเป็นโครงการ หรือกิจการที่ต้องทำอีไอเอก่อน มี 3 ประเภท ได้แก่ 1.เตาเผาขยะติดเชื้อ 2. การผันน้ำระหว่างประเทศ และ 3.ประตูระบายน้ำที่กั้นแม่น้ำสายหลัก และส่วนที่ 3 เป็นโครงการ หรือกิจการที่อ้างอิงกับพื้นที่มี 2 ประเภทคือ 1. โครงการที่มีลักษณะอ้างอิงกับพื้นที่ และต้องทำอีไอเอเพราะอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่เป็นแหล่งมรดกโลก อุทยานประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณสถาน พื้นที่ป่าอนุรักษ์ และ 2.การก่อสร้างถาวรนอกชายฝั่งที่กันคลื่น หรือกระแสน้ำในทะเล เนื่องจากเห็นว่าหากออกประกาศรวมๆ จะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ จึงให้เป็นอำนาจของบอร์ดสิ่งแวดล้อมในการออกประกาศเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ พื้นที่ หรือเฉพาะโครงการที่เข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2
 

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หากมีกิจการ หรือโครงการอื่นที่อยู่นอกเหนือประกาศฉบับนี้ บอร์ดสิ่งแวดล้อมก็เปิดช่องให้มีการร้องเรียนไปที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยได้ ไม่ได้หมายความว่าอะไรที่อยู่นอกเหนือประกาศฉบับนี้แล้วจะไม่ดำเนินการ เมื่อถามว่า หลังออกประกาศ ภาคเอกชนจะมีความชัดเจนในการประกอบกิจการต่อเลยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า น่าจะชัดเจนหมดแล้ว และเป็นกติกาที่ทุกคนต้องปฏิบัติต่อไป ส่วนกิจการ หรือโครงการที่ไม่อยู่ในประกาศ 11 ประเภทนี้ แต่ยังถูกศาลสั่งระงับการดำเนินการอยู่นั้น เป็นเรื่องที่ศาลจะวินิจฉัย แต่ถือว่ามีความชัดเจนในส่วนของฝ่ายบริหารแล้ว


5กิจการเดิมยังอยู่ในประกาศ
 

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังประชุมบอร์ดสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ว่า จากร่าง 18 กิจการ ของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ได้ข้อสรุปให้กำหนดกิจการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรง 11 กิจการ แบ่งเป็นกิจการที่คงเดิม 5 กิจการ คือ 1.การถมทะเล หรือทะเลสาบ นอกเขตชายฝั่งเดิม ไม่รวมการฟื้นฟูสภาพชายหาด เช่น พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม แหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ แหล่งท่องเที่ยว แหล่งอาชีพท้องถิ่น ถ้าเป็นกรณีไม่อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดต้องมี 300 ไร่ ขึ้นไป 2.เหมืองต่างๆ รวมทั้งเหมืองถ่านหิน เฉพาะกรณีลำเลียงออกนอก ขนาดตั้งแต่ 2 แสนตันต่อเดือน เหมืองแร่ในทะเล ยกเว้นเหมืองที่อยู่ในชั้นหินแข็งที่มีความแข็งตั้งแต่ 80 เมกาปาสคาลขึ้นไป
 

นายชัยวุฒิกล่าวว่า 3.โรงงานปิโตรเคมีต้นนํ้าทุกขนาด หรือขยายกำลังการผลิตตั้งแต่ 35% ขึ้นไป โรงงานปิโตรเคมีกลางนํ้าที่ผลิตสารเคมีที่เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 หรือใช้สารเคมีที่เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 เป็นวัตถุดิบขนาดกำลังการผลิต 100 ตันต่อวันขึ้นไป หรือขยายขนาดกำลังการผลิตตั้งแต่ 35% ขึ้นไป โรงงานปิโตรเคมีกลางน้ำ ที่ผลิตสารเคมีที่เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 2A หรือใช้เป็นวัตถุดิบขนาดกำลังการผลิต 700 ตันต่อวันขึ้นไป หรือขยายขนาดกำลังการผลิตตั้งแต่ 35% ขึ้นไป 4.โรงงานฝังกลบหรือเผาของเสียอันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ทุกขนาด ยกเว้น การเผาในหม้อเผาซีเมนต์ ที่ใช้ของเสียอันตรายเป็นวัตถุดิบทดแทน หรือเป็นเชื้อเพลิงเสริม 5.เขื่อนเก็บกักนํ้าหรืออ่างเก็บนํ้า ขนาด 100 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ขึ้นไป หรือพื้นที่เก็บกักนํ้าตั้งแต่ 15 ตารางกิโลเมตรขึ้นไป


ปรับ6ประเภทเป็นกิจการรุนแรง
 

นายชัยวุฒิกล่าวว่า กิจการที่มีการปรับแก้รายละเอียดแล้วและประกาศเป็นกิจการรุนแรง 6 กิจการ ประกอบด้วย 1.นิคมอุตสาหกรรม  หรือโครงการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม เพื่อรองรับโรงงานปิโตรเคมี หรือ โรงงานถลุงแร่เหล็ก  2.โรงถลุงแร่หรือหลอมโลหะเหล็กให้ปรับในส่วนที่ขยายกำลังการผลิตตั้งแต่ 35% ขึ้นไปเป็นขนาด 1 พันตัน 3.การผลิต หรือ กำจัด หรือปรับแต่ง สารกัมมันตรังสีทุกขนาด รวมทั้งในส่วนของโรงพยาบาล โรงพยาบาลสัตว์ การวิจัยและพัฒนา 4.สนามบินที่มีการขยายทางวิ่ง ที่มีความยาวทางวิ่งตั้งแต่ 3,000 เมตรขึ้นไป
 

นายชัยวุฒิกล่าวว่า 5.ท่าเทียบเรือ ที่มีความยาวหน้าท่าเรือเข้าเทียบได้ ตั้งแต่ 300 เมตรขึ้นไป หรือที่มีการขุดลอกร่องนํ้า ยกเว้นการขุดลอกร่องนํ้าเพื่อการบำรุงรักษาตั้งแต่ 100,000 ลูกบาศก์เมตรขึ้นไป หรือที่มีการขนถ่ายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มีวัตถุอันตราย หรือกากของเสียอันตรายเป็นส่วนประกอบตั้งแต่ 25,000 ตันต่อเดือนขึ้นไป และ 6.โรงไฟฟ้า ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาดกำลังผลิตตั้งแต่ 100 เมกะวัตต์ ขึ้นไป โรงไฟฟ้าชีวมวล ขนาดกำลังผลิตกระแสไฟฟ้ารวมตั้งแต่ 150 เมกะวัตต์ขึ้นไป  โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ใช้ระบบพลังความร้อนร่วมชนิด COMBINED CYCLE หรือ COGENERATION ขนาดกำลังผลิตกระแสไฟฟ้ารวมตั้งแต่ 3,000 เมกะวัตต์ขึ้นไป โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกขนาด


ตัด5กิจการชี้ไม่กระทบรุนแรง
 

นายชัยวุฒิกล่าวว่า กิจการที่ต้องการให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการ(คชก.) พิจารณารายละเอียดอีกครั้งก่อนจะประกาศอีก 2 กิจการ ประกอบด้วย 1.โครงการหรือกิจการที่ต้องทำอีไอเอและอยู่ในพื้นที่ที่อาจส่งผลกระทบ แหล่งมรดกโลก อุทยานประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณสถานโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ อุทยานแห่งชาติ วนอุทยานเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าสวนพฤกษศาสตร์สวนรุกขชาติ  เช่น พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ยกเว้นโครงการเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมเดิมในพื้นที่ลุ่มนํ้าชั้น 1 ที่ขอประทานบัตรใหม่ในพื้นที่เดิมที่เคยได้รับอนุญาตมาก่อน และ2.การก่อสร้างหรือขยายสิ่งก่อสร้างถาวรนอกชายฝั่งทะเลเดิม เพื่อกันคลื่นในพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม แหล่งท่องเที่ยว แหล่งอาชีพท้องถิ่น
 

นายชัยวุฒิกล่าวว่า นอกจากนี้ จากร่างคณะกรรมการ 4 ฝ่ายมี 5 กิจการที่ตัดออก แบ่งเป็นกิจการที่ไม่ถือว่ารุนแรง 2 กิจการ คือ การชลประทานที่มีพื้นที่การชลประทานตั้งแต่ 80,000 ไร่ขึ้นไป เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อประเทศ และการสูบนํ้าเกลือใต้ดินทุกขนาด เพราะรัฐบาลไม่อนุญาตให้ทำเพิ่มอยู่แล้ว ขณะที่กิจการที่ไม่ถือว่าเข้าข่ายรุนแรงแต่ยังคงต้องจัดทำ อีไอเอ 3 กิจการ คือ เตาเผาขยะติดเชื้อ การผันนํ้าข้ามลุ่มนํ้าหลัก 25 ลุ่มนํ้าสายหลักของคณะกรรมการลุ่มนํ้า ทุกขนาดหรือการผันนํ้าระหว่างประเทศ ทุกขนาด ยกเว้น กรณีภัยพิบัติหรือ มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศที่เป็นการดำเนินการชั่วคราว และประตูกั้นขวางการไหลของนํ้าในแม่นํ้าสายหลัก 25 ลุ่มนํ้าสายหลักของคณะกรรมการลุ่มนํ้าทุกขนาด


นัด76โครงการมาบตาพุดหารือ
 

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ ลงนามตามอำนาจประธานบอร์ดให้กระทรวง ทส.ประกาศก่อน ส่วนประกาศประเภทกิจการรุนแรงของกระทรวงอุตสาหกรรมเดิมกำลังพิจารณาอยู่ว่า จะยกเลิกตอนไหน แต่ต้องยกเลิกก่อนที่จะประกาศร่างกิจการรุนแรงใหม่ ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดความสับสน ตอนนี้ได้ขอให้เวียนมติบอร์ดสิ่งแวดล้อมตามหน่วยงานต่างๆ โดยเร็ว เพื่อให้ภาคเอกชนนำข้อมูลไปอ้างอิงยื่นให้ศาลปกครองกลางพิจารณาในวันที่ 26 สิงหาคมนี้
 

“ เมื่อกิจการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงมีความชัดเจนก็เบาใจ เชื่อว่าจะทำให้บรรยากาศการลงทุนดีขึ้นเพราะนักลงทุนจะรู้ว่าต่อไปจะเดิน หน้าอย่างไร ” นายชัยวุฒิกล่าวและว่า หลังประกาศประเภทกิจการรุนแรง จะเรียกผู้ประกอบการทั้ง 76 โครงการที่อยู่ในมาบตาพุดมาหารือว่าขั้นตอนต่อไปจะต้องทำอย่างไร เบื้องต้นมี 2 โครงการที่ติดกิจการรุนแรงคือ โครงการโรงถลุงเหล็กของบริษัท AISCO RESOURCES จำกัด แต่แจ้งชะลอการลงทุนไปตั้งแต่แรกแล้ว และโครงการโรงงานผลิตเอทธิลีนออกไซด์และเอทธิลีนไกลคอล(ส่วนขยาย)ของบริษัท ทีโอซี ไกลคอล จำกัด
 

นายพยุงศักดิ์  ชาติสุทธิผล  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การประกาศกิจการรุนแรงบางส่วนออกมาก่อนเป็นไปตามที่ภาคเอกชนต้องการ  อยากให้ประกาศใน 1-2 วันนี้  เนื่องจากการแก้ปัญหามาบตาพุดล่าช้ามานานแล้ว  เมื่อประกาศออกมาชัดเจนแล้วก็จะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่อการลงทุนทั้งหมด


ก.พลังงานปรับแผนตั้งโรงไฟฟ้า
 

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า โครงการที่อยู่ในประกาศกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรง ในส่วนของพลังงานพบว่า โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง และโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมที่มีกำลังการผลิตเกิน 3,000 เมกะวัตต์ ต้องกลับไปจัดทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ(เอชไอเอ) ก่อน รวมทั้งโรงไฟฟ้าใหม่ที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่มีกำลังการผลิตเกิน 100 เมกะวัตต์ต้องจัดทำเอชไอเอก่อนเช่นกัน
 

" ต้องปรับแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าให้เหมาะสมตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของ ประเทศ พ.ศ. 2553-2573 หรือแผน PDP 2010 ใหม่ เนื่องจากหากดำเนินการล่าช้าและโรงไฟฟ้าไม่สามารถก่อสร้างได้ จะส่งผลให้ใน 4-5 ปีนี้ กระแสไฟฟ้าลดลงกว่าเป้าหมาย 9% ของแผน PDP 2010 ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะไฟฟ้าดับได้ " นพ.วรรณรัตน์กล่าวและว่า โรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 6 ของ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ไม่เข้าข่ายกิจการส่งผลกระทบรุนแรง สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ และขณะนี้ ปตท.ทำอีไอเอ และเอชไอเอ เสร็จแล้ว จึงผลิตก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือแอลพีจี เข้าสู่ตลาดได้ 1 แสนตันต่อเดือน
 

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า เมื่อโรงแยกก๊าซฯของปตท.ดำเนินการได้แล้ว ช่วยประหยัดการนำเข้าแอลพีจีได้ถึง 1,000 ล้านบาทต่อเดือน แต่โรงไฟฟ้าถ่านหินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่จะสร้างขึ้นใหม่ ส่วนใหญ่เกิน 100 เมกะวัตต์ทั้งสิ้น ต้องกลับไปทำรายงานเอชไอเอ ก่อน


"กษิต"แจงรมต.ญี่ปุ่นปมมาบตาพุด
 

นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์หลังหารือกับนายคัตสึยะ โอคาดะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ว่า ได้หารือเรื่องความร่วมมือ  2 ประเทศ ทบทวนสถานะความสัมพันธ์ หลังจากที่ห่างหายการหารือนานถึง 6 ปี เนื่องจากติดปัญหาการเมืองภายในของทั้ง 2 ประเทศ และยังมีการทำความเข้าใจถึงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งมีบริษัทของญี่ปุ่นจำนวนหนึ่ง โดยชี้แจงให้เข้าใจถึงรัฐธรรมนูญของไทยที่โครงการจะต้องผ่านการตรวจสอบด้าน สิ่งแวดล้อม ยอมรับว่าโครงการที่ล่าช้าทำให้ความสูญเสีย แต่ขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นเข้าใจว่าไทยต้องปฎิบัติให้เป็นตามมาตรฐานสากล