Friday, 20 August 2010 19:55
เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับสำนักงานส่งเสริม
เอส เอ็มอี หรือ สสว. และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย รายงานสถานการณ์ SMEs ครั้งที่ 2/53 เรื่อง "การปรับตัวของ SMEs ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น
นาย ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คงขยายตัวไม่ร้อนแรงเท่ากับช่วงแรกของปีที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 8-9% และจากไตรมาส 1/53 ที่ขยายตัว 11% หรือ 9.55 แสนล้านบาท แม้การส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ดีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็ตาม
โดย คาดว่าทั้งปีเอสเอ็มอีน่าจะขยายตัว 5.2% จากปี"52 ติดลบ 2.4% เนื่องจากช่วงไตรมาส 3/53 เป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) ประกอบกับเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนผู้ประกอบเพิ่มขึ้น
"แนวโน้มดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 1.5% นั้น ในระยะสั้นไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีมากนัก เนื่องจาก
เอส เอ็มอีส่วนใหญ่ไม่ใช้บริการทางการเงินของสถาบันการเงิน แต่ใช้เงินทุนหมุนเวียนจากเงินเก็บออมของธุรกิจหรือแหล่งเงินภายนอก แต่ในระยะยาวอาจส่งผลกระทบให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนยากขึ้น จนอาจชะลอการลงทุนขนาดใหญ่ออกไป" นายยุทธศักดิ์ กล่าว
ดั้งนั้น เอสเอ็มอีที่กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน และมีภาระการเงินเพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยขาขึ้น ประกอบกับเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทำให้กำไรสุทธิลดลงนั้น ผู้ประกอบการต้องเพิ่มความระมัดระวังการกู้ยืมเงิน โดยเฉพาะวงเงินกู้เพื่อลงทุนโครงการขนาดใหญ่
พร้อมแสวงหาโอกาสขยาย ตลาดใหม่ เพิ่มผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการใหม่ และทำการตลาดเชิงรุกมากขึ้น รวมถึงควรเจรจาขอผ่อนผันระยะเวลาชำระหนี้คืนกับสถาบันการเงินให้เหมาะสม หรือขอให้อัตราดอกเบี้ยคงที่แบบมีระยะเวลา
นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งออกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ภาพรวมการส่งออกและเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการไม่ได้มีกำไรมากขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ายังคงไม่แน่นอน ลูกค้ายังคงกดราคาสินค้าให้ต่ำที่สุด ประกอบกับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น อีกทั้งภาคการผลิตขาดแคลนแรงงาน ทำให้ต้องจ่ายค่าจ้างสูงขึ้น ของระวางเรือไม่เพียงพอ ทำให้ค่าระวางเรือสูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศที่มีอัตราสูงขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยส่งผลกระทบให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการสูงขึ้นด้วย
ดังนั้น เอสเอ็มอีของไทยต้องพัฒนาประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่ให้ความรู้แก่พนักงาน บริหารจัดการด้าน
โลจิสติกส์ และโซ่อุปทานมาช่วยในการลดต้นทุนองค์กร เน้นการรวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองกับคู่ค้า และควรศึกษาหาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้คู่ค้าที่ดี
นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แม้อัตราดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์จะมีแนวโน้มสูงขึ้นตามดอกเบี้ยนโยบายที่เชื่อ ว่าสิ้นปีจะขยับขึ้นอยู่ที่ 2% แต่เอสเอ็มอีไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก เพราะโครงสร้างเอสเอ็มอีมีต้นทุนด้านการเงินเพียง 4% ของต้นทุนทั้งหมด ยกเว้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโทรคมนาคม ที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมา คือ ธุรกิจโรงแรมและการขนส่งที่ลงทุนในสินทรัพย์ถาวรสูง
อย่าง ไรก็ตาม ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ควรเตรียมแผนธุรกิจ เพื่อรับมือกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น มีแผนบริหารจัดการและควบคุมต้นทุนธุรกิจที่รัดกุมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับธุรกิจ ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้