Friday, 20 August 2010 16:38
อานิสงส์เศรษฐกิจโลกฟื้น ค่ายรถเล็งปรับเป้ายอดขาย
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เดือน ก.ค. 53 จำนวน 87,605 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 139.65% ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ไทย มีการส่งออกรถยนต์ หรือในรอบ 22 ปี โดยเป็น การซื้อที่เพิ่มขึ้นในทุกตลาดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดเอเชีย รวมถึงการแก้ไขกฎระเบียบและขั้นตอนต่าง ๆ ของกรมศุลกากรที่เอื้อต่อการส่งออกรถยนต์ ขณะที่มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 39,835 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 129.41%
ทั้งนี้ เมื่อรวม 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) ยอดส่งออก 505,783 คัน เพิ่มขึ้น 115.57% มูลค่า 234,968 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86.95% โดยตลาดส่งออกรถยนต์ที่สำคัญส่วนใหญ่อยู่ที่เอเชีย และออสเตรเลีย สัดส่วน 75%, อเมริกากลาง 15%, ยุโรป 8% โดยรถยนต์มีสัดส่วน 49.43% และรถกระบะ 34.32% ที่เหลือเป็นรถประเภทอื่น
“ผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกลดลง ขณะเดียวกันทำให้ไทยสูญเสียโอกาสด้านการลงทุนด้วย เพราะเดิมปัญหาค่าเงินเยนของญี่ปุ่นที่แข็งค่าขึ้น ทำให้มีแผนจะย้ายฐานการผลิตรถยนต์มายังประเทศไทย แต่เจอค่าเงินบาทแข็งก็อาจพิจารณาประเทศเพื่อนบ้านแทน โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งล่าสุดตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าไป 8%”
สำหรับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือน ก.ค. มีจำนวน 65,672 คัน เพิ่มขึ้น 52.2% เป็นผลจากเศรษฐกิจของประเทศที่มีทิศทางที่ดีขึ้นและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐบาล ยังส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสูงขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์นั่งขนาดเล็กซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก ส่งผลให้ยอดขายรวม 7 เดือนของปี อยู่ที่ 422,364 คัน เพิ่มขึ้น 53.8% แบ่งเป็น รถยนต์นั่ง 182,055 คัน เพิ่ม 60.30%, รถยนต์นั่งตรวจการณ์ 8,705 คัน เพิ่ม 114%, รถกระบะ 204,508 คัน เพิ่ม 46.1%, รถบรรทุก 12,022 คัน เพิ่ม 40.03% และอื่น ๆ 15,074 คัน เพิ่ม 79.64%
ส่วนยอดการผลิตเดือน ก.ค. อยู่ที่ 145,771 คัน เพิ่มขึ้น 94.41% ซึ่งสัญญาณการผลิตที่เพิ่ม ขึ้นอย่างมากทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องพิจารณาตัวเลขเดือน ต.ค.นี้ อีกครั้งว่าจะมีการปรับเป้าการผลิตรถยนต์ใหม่อีกหรือไม่จากปัจจุบันที่เป้า การผลิตอยู่ที่ 1.6 ล้านคัน
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธานส.อ.ท. และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุก 1% ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกรถยนต์หายไป 1,000 ล้านบาท ขณะที่การขอปรับราคาขึ้นกับคู่ค้าในต่างประเทศก็ทำได้ยาก ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าวด้วย
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ค. 53 อยู่ที่ 108.6 ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 5 เดือน เนื่องจากผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ดี ส่งผลให้ยอดขาย และผลประกอบการออกมาดีขึ้นรวมถึงปัญหาทางการเมืองไทยคลี่คลาย และรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนแผนปรองดองให้เป็นรูปธรรมได้มากขึ้น
ขณะที่ดัชนีความชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 105.7 ในเดือน มิ.ย. มาอยู่ที่ระดับ 117.6 ในเดือน ก.ค. เนื่องจากผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่ายอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย ปริมาณการผลิตและผลประกอบการจะปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะสถาน การณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียมีการขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง
ส่วนผลกระทบต่อการดำเนินกิจการ พบว่า ผู้ประกอบการมีความกังวลราคาน้ำมันมากที่สุด รองลงมาคือสถานการณ์ทางการเมือง, สภาวะเศรษฐกิจโลก เพราะผู้ประกอบการกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศยุโรป ที่สร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับนักลงทุน รวมถึงปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ย สำหรับข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่ต้องการให้ภาครัฐ เร่งสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมือง, เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลดภาษี ลดอัตราดอกเบี้ย เงินกู้ และสนับสนุนแหล่งเงินทุน พร้อมทั้งเร่งสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับโครงการมาบตาพุด ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ เช่น การเปิดตลาดใหม่ การประชาสัมพันธ์ เป็นต้น รวมถึงดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพ
นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการส่งออกมากขึ้น แต่ตอนนี้ก็ยังสามารถแข่งขันได้อยู่ เพราะค่าเงินบาทไม่ได้แข็งค่าเกินไปในภูมิภาค โดยอุตสาหกรรมที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ คือ อุตสาหกรรมที่ ใช้วัตถุดิบในประเทศ เช่น เกษตร อาหาร ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องทำประกันความเสี่ยง ปรับประสิทธิภาพการผลิตให้ดีขึ้น