คุณอยู่ที่นี่ : Hot Issue รถเมล์เอ็นจีวีเกมต่อรองผลประโยชน์

รถเมล์เอ็นจีวีเกมต่อรองผลประโยชน์

PDFPrintE-mail

การเมืองจับประชาชนเป็นตัวประกัน

ทำไม “โสภณ ซารัมย์” รมว. คมนาคม ถึงเถียงหน้าดำหน้าแดง ทำไม “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ถึงโมโหจนมือไม้สั่น นั่นเป็นอาการของสองคนสองมุมที่ในห้องประชุม ครม.เดียวกัน ในระหว่างการพิจารณาโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ทั้งที่วงนอกวงในรู้กันว่า ทั้งคู่เคยคุยถูกคอ ทำงานเข้าขากัน เข้าขั้นเป็นมิตร ถึงขนาด “อภิสิทธิ์” เคยเปรย ๆ กับหลายคนว่า ชอบสไตล์การทำงานของ “โสภณ” ดูขยัน ทำการบ้านดี 
   
แต่ ...เหตุการณ์ครั้งนี้ รุนแรงถึงขนาดทำให้ทั้งสองคน ต้องแยกเขี้ยวพองขนเข้าหากัน
   
โครงการเช่า และซ่อมแซมบำรุงรักษารถโดยสารปรับอากาศใหม่ ใช้ก๊าซธรรมชาติ (ซีเอ็นจี) เป็นเชื้อเพลิง หรือโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน  ในเส้นทางวิบากกรรม ร่ายยาวมาตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. 50 ครม. มีมติให้ ขสมก. เร่งจัดทำแผนปรับปรุงบริหารจัดการ และบริการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จนนำมาสู่ แผนจัดหารถเมล์ 6,000 คัน ระยะเวลา 10 ปี วงเงิน 111,690 ล้านบาท  แต่หลายฝ่ายท้วงติงว่า กรอบวงเงินสูงเกินไป และจะส่งผลให้รถเมล์ของเอกชน ได้รับผลกระทบ จึงได้แต่งตั้ง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี สมัยนั้น ไปพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง
   
จากนั้น ครม. เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 51 ได้ปรับลดจำนวนรถโดยสารเหลือ 4,000 คัน วงเงิน 62,598 ล้านบาท และจากนั้นได้ปรับรูปแบบวิธีการ ทั้งกรอบวงเงิน วิธีการจัดหาอู่ โครงการเกษียณอายุข้าราชการก่อนกำหนด ต่อมา ครม. วันที่ 19 พ.ค. 52 ได้เห็นชอบโครงการรถเมล์ 4,000 คัน วงเงิน 64,853 ล้านบาท โดยเงินที่ปรับเพิ่มขึ้นมาเป็นผลจากการคำนวณอัตราดอกเบี้ย และครม.วันที่ 3 มิ.ย. 52 ครม. กลับไปให้สศช. ทบทวนถึงการเช่า หรือซื้อ และสุดท้ายคำตอบก็เคาะที่เช่า เนื่องจากการซื้อต้องใช้งบประมาณสูงมาก และครม.ในวันที่ 29 ก.ย. 52 ก็เห็นชอบในหลักการให้กระทรวงคมนาคม จัดหารถเมล์ 4,000 คัน โดยวิธีการเช่า
   
พร้อมกันนี้ก็สั่งให้กระทรวงคมนาคม ตั้งคณะทำงานติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานจัดหารถเมล์ 4,000 คัน โดยมีคณะทำงานพิจารณาร่างการประกวดราคาหรือทีโออาร์ ที่มีผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นประธาน และคณะทำงานพิจารณาราคา มีผู้แทนจากสำนักงบประมาณ เป็นประธาน ซึ่งคณะทำงานพิจารณาได้กำหนดราคาค่าเช่าไว้ประมาณ 4,690-5,170 บาท ต่อวันต่อคัน ซึ่งสูงกว่าราคาที่ ขสมก. คำนวณราคาไว้ที่ 4,354  บาทต่อวันต่อคัน 
   
ทุกอย่างเริ่มสดใส กระทรวงคมนาคมมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ รอวันครม.บรรจุวาระรถเมล์ 4,000 คัน เพื่อพิจารณาจาก ครม. และก็มีกระแสข่าววันที่  10 ส.ค. ที่ผ่านมา ครม.บรรจุวาระอย่างแน่นอน แต่ก่อนที่จะถึงวันแห่งความหวังของ กระทรวงคมนาคม หลายฝ่ายก็ได้ดาหน้าออกมาตั้งข้อสังเกตไม่เห็นด้วยกับแผน ขสมก. ชิมลางกระตุกหนวดพรรคภูมิใจไทย ทั้งกระ ทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยกระทรวงการคลังระบุว่า สถานะ ขสมก.ปัจจุบัน มีหนี้คงค้างเป็นดินพอกหางหมูสูงถึง 74,788 ล้านบาท ขณะที่แผนปรับปรุงมายังไม่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยยังไม่แสดงถึงการลดภาระหนี้สินที่เป็นปัญหาหลัก
   
รวมทั้งแผนปรับปรุงบุคลากรยังไม่ชัดเจน จึงควรไปทบทวนความเป็นไปได้ของรายได้ให้ชัดเจน ประกอบกับรายละเอียดในร่างทีโออาร์ ที่แบ่งสัญญาการเช่ารถเป็น 2 สัญญา สัญญาละ 2,000 คัน นั้น เห็นควรให้พิจารณาเปิดโอกาสผู้ประกอบการหลายรายเข้ามา โดยคัดเลือกข้อเสนอด้านราคาต่ำที่สุดเป็นลำดับแรก และคัดเลือกข้อเสนอราคาในลำดับต่อมาจนครบ 4,000 คัน
   
ด้าน สศช.ให้ความเห็นว่า มาตรการลดค่าครองชีพประชาชน หรือรถเมล์ฟรี ที่รัฐบาลกำลังพิจารณาเป็นมาตรการถาวร อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณผู้โดยสารที่ใช้ประมาณการของโครงการนี้ และอาจต้องคงจำนวนพนักงานของ ขสมก. เพื่อให้บริการ 1,992 คน ซึ่งจะทำให้โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดไม่เป็นไปตามเป้าหมายเดิม
   
และในการประชุมวันที่  10 ส.ค. ที่ผ่านมา แม้พรรคภูมิใจไทย จะรู้ล่วงหน้าก่อนแล้วว่า ยังไงรัฐบาลง้างไม้รอหวดโครงการ ยื้อเวลา สั่งตั้งคณะทำงานชุดใหม่เหมือนที่ผ่าน ๆ มา แต่คนอย่าง “โสภณ” เป็นที่รู้กันว่า เป็นพวกสู้ไม่ถอย ด้วยความที่ทำการบ้านมาเองกับมือทุกตัวอักษร งานนี้จึงต้องมีแตกหักกันไปข้างหนึ่ง และก็เป็นจริงตามคาด ในที่ประชุม ครม. นับเป็นวาระมีการเถียงกันดุเดือดที่สุด และทุกคนก็จับตาว่า “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี” ซึ่งก่อนหน้านี้มีกระแสข่าว เป็นอีกคนสำคัญ ที่จะชี้เป็นชี้ตายโครงการนี้จะเกิดหรือไม่ จะงัดอะไรเด็ด ๆ มาทำให้โครงการนี้สั่นคลอนอีกหรือไม่ เพราะ เสธ.หนั่น คลุกคลี และเคยมีแนวคิดนี้มานานแล้ว
   
แม้ที่ประชุม ครม. จะไร้เงา พล.ต. สนั่น แต่ได้ส่งเอกสาร 6 หน้าให้ “อภิสิทธิ์” โชว์ใน ครม. สรุปใจความได้ว่าโครงการนี้ไม่ผ่านเพราะขาดความชัดเจนในหลายด้าน แล้วโยนลูกให้ “ไตรรงค์ สุวรรณคีรี” รองนายกรัฐมนตรี โดดเข้ามารับหน้าเสื่อแก้ปัญหาต่อ        หลาย ๆ ประเด็นทำให้ “โสภณ” ถึงกับเดือดปุด เพราะได้ย้ำใน ครม. ไปแล้วหลายรอบ แต่เหมือนกับคุยอยู่กับหัวหลักหัวตอ ทั้งโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เพราะคนที่เหลือประมาณ 2,300 คน จะนำมารองรับโครงการรถโดยสารฟรีเพื่อประชา ชนของรัฐบาล 1,992 คน ส่วนที่เหลือเกินความต้องการ 1,300 คน จะให้เข้าร่วมกับรถร่วมเอกชนตามสัญญาจ้างเดินรถเชิงคุณภาพ หรือ พีบีซี จำนวน 1,000-1,200 คัน ส่วนผลกระทบจากโครงการรถโดยสารฟรี ตอนนี้มีผู้ใช้รถ ขสมก. วันละ 1.3 ล้านคน มีผู้ใช้บริการรถโดยสารฟรีวันละ 4 แสนคน รัฐต้องใช้งบสนับสนุนปีละ 1,919 ล้านบาท เหลือผู้ใช้บริการในระบบวันละ 9 แสนคนจากการคำนวณเบื้องต้นพบว่าแม้มีโครงการรถโดยสารฟรี โครงการรถเอ็นจีวียังมีรายได้วันละ 27 ล้านบาท มีกำไรเฉลี่ยวันละ 2 ล้านบาท หรือมีกำไรวันละ 400 บาทต่อคันแต่ปัจจุบันรถ ขสมก. ขาดทุนเฉลี่ยวันละ 5,000 บาทต่อคัน
   
แถมย้ำท้ายด้วยว่า ณ เวลานี้  ขสมก.มีหนี้คงค้าง 74,788 ล้านบาท ถ้าไม่ ดำเนินการใด ๆ เลย ในปี 57 ขสมก. จะมีหนี้ทะลุแสนล้านบาท เพราะวิ่งทุกวันนี้ขสมก.ขาดทุนวันละ 15 ล้านบาท และยังเย้ยหยันอีกว่า ต้องบันทึกลงกินเนสส์บุ๊กแล้วว่า เป็นร่างทีโออาร์ ที่มีการแก้ไขมากที่สุดคือ 12 ครั้ง และที่สำคัญยังถูก ครม. ตีกลับอีก 4 ครั้ง
   
ถ้าถามว่า เหตุใดโครงการนี้จึงตีกัน อีนุงตุงนัง หลายคนวิเคราะห์หลายเหตุผลว่า  เพราะพรรคใหญ่กลัวพรรคเล็กที่ทำโครงการนี้ได้ประโยชน์แล้วกลับมาทิ่มแทงที หลังหรือไม่ หรือกลัวฐานเสียงของพรรคตัวเอง จะถูกแย่งไปหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ หรือรู้ว่าโครงการนี้ผลประ โยชน์มหาศาล แต่กระจายผลประโยชน์ไม่ลงตัว
   
หากโครงการยิ่งล่าช้าไปเท่าไร คนที่เสียผลประโยชน์เต็ม ๆ คือ ประชาชน และขสมก.เพราะทุกวันนี้ทุกคนคงเห็น สภาพรถ ขสมก. เหมือนซากรถที่วิ่งได้ ฝนตกทีไรน้ำไหลย้อยจากรอยรั่วลงใส่หัวผู้โดยสารบ้าง ควันพิษที่เป็นของแถมจากบนท้องถนน แถมบางคันยังชอบไปจอดเสียบนทางด่วน ต้องให้ผู้โดยสารยืนรอนานกว่าครึ่ง ชม. ส่วน ขสมก. ไม่ต้องพูดถึง ต้องทนแบกหนี้สินจนหลังอาน อีกไม่กี่ปีก็แสนล้านบาทแล้ว และเงินที่ต้องเอามาอุดหนุนก็หนีไม่พ้นภาษีของประชาชน
   
ตอนนี้อยากให้ทุกฝ่ายจะทำอะไร ก็ขอให้นึกถึงประชาชนเป็นที่ตั้ง สิ่งไหนที่มากเกินไปก็ควรลด ๆ ลงมาหน่อย สิ่งไหนที่ดีแล้ว ก็ควรปล่อยผ่านกันไป อย่าดึงมาเป็นเกมการเมืองตลอดเวลา จนทำให้ประชาชนผู้เสียภาษีทุกคนต้องผจญทุกข์เช่นทุกวันนี้