
การขนส่งทางเรือ มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะนำเข้าและส่งออก เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศกว่า 90% มาจากการขนส่งทางเรือทั้งสิ้น แต่รายได้จากการขนส่งส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของเรือต่างชาติ เนื่องจากประเทศไทยไม่มีกองเรือเป็นของตัวเอง ประกอบกับสิทธิประโยชน์และมาตรการการส่งเสริมกิจกรรมพาณิชยนาวีในปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการพัฒนา
. ดังนั้น ที่ผ่านมาภาคเอกชนจึงได้เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาอุปสรรคอันไม่ส่งเสริมและสนับสนุนต่อการพัฒนากิจการพาณิชยนาวีมาโดยตลอด อาทิ มาตรการด้านภาษี กฎระเบียบต่างๆ รวมถึงมาตรการในการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา ฯลฯ ซึ่งล่าสุด การประชุมคณะกรรมการ ร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 มีมติเห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากองเรือพาณิชย์ไทยในหลายประเด็นดังนี้
1. มาตรการด้านภาษี สำหรับกิจการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศ มี 5 มาตรการ คือ
1) กำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในการซื้อเรือเดินทะเลระหว่างประเทศเท่ากับร้อยละ 0
2) ยกเว้นภาษีเงินได้ของบริษัทต่างประเทศที่ให้บริการเรือไทยในต่างประเทศ
3) ยกเว้นภาษีเงินได้จากการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศประเภท Door to Door ในช่วงที่ไม่มีเรือไทย
4) ยกเว้นภาษีเงินได้จากการขายเรือ โดยขยายเงื่อนไขเวลาซื้อเรือลำใหม่เป็นภายใน 2 ปี หรือต่อเรือลำใหม่ในระยะเวลาตามสัญญาต่อเรือ และ
5) ให้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มครอบคลุมการประกอบการขนส่งสินค้าทางทะเลแบบ Cross Trade
ส่วนกิจการขนส่งทางทะเลภายในประเทศ มี 2 มาตรการ คือ
1) ลดอัตราภาษีนำเข้าของเรือสินค้าทั่วไปขนาด 1,000 ตันกรอส หรือต่ำกว่า จากอัตราร้อยละ 10 ลงเหลือร้อยละ 1
2) ให้เจ้าของเรือไทยที่ให้บริการขนส่งทางทะเลภายในประเทศมีสิทธิเลือกเสียภาษีมูลค่าเพิ่มได้
2. มาตรการด้านกฎหมาย มี 4 มาตรการประกอบด้วย
1) เรือต่างชาติที่ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติเรือไทย ให้มีการบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดและมีการออกระเบียบที่ชัดเจน ให้การอนุญาต สิ้นสุดเมื่อเรือต่างชาติออกนอกราชอาณาจักรไทย
2) การไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ที่กำหนดให้สินค้าของรัฐต้องบรรทุกโดยเรือไทย ให้กรมการขนส่งทางน้ำและ พาณิชยนาวี เตือนหน่วยงานของรัฐให้ปฏิบัติตามกฎหมาย
3) ใบอนุญาตใช้เรือ แก้ไขพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย ยกเลิกใบอนุญาตใช้เรือสำหรับเรือเดินทะเลระหว่างประเทศ และ
4) เรือไทยที่ให้บริการขนส่งน้ำมันจากฐานขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย ให้มีการเชื่อมข้อมูลระหว่างกรมการขนส่ง ทางน้ำและพาณิชยนาวี กรมสรรพากร และกรมศุลกากร เพื่อสนับสนุนการทำงานและตรวจสอบการจัดเก็บภาษีจาก เรือต่างชาติของกรมสรรพากร และให้เร่งรัดกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี จัดทำกฎหมายใหม่หรือแก้ไขพระราชบัญญัติเรือไทย ให้การค้าในน่านน้ำไทย ครอบคลุมถึงการขนส่งจากฐานบนฝั่งไปยังเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ในทำนองเดียวกับกฎหมายของประเทศเพื่อนบ้าน
3. มาตรการด้านเงินทุน จัดตั้งกองทุนพาณิชยนาวี ในลักษณะกองทุนหมุน เวียนที่มีดอกเบี้ยต่ำและมีกฎเกณฑ์ในการกู้และชำระคืนที่ผ่อนปรน
4. มาตรการด้านบุคลากร มี 2 มาตรการ คือ
1) ควบคุมคุณภาพการผลิต โดยแยกสถาบันผลิตคนประจำเรือและสถาบันกำกับดูแลมาตรฐานการสอนออกจากกัน และขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนทรัพยากรและเงินทุนสถาบันในการผลิตคนประจำเรือ และ
2) วางแผนพัฒนาการผลิตคนประจำเรือ โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาของรัฐ ในการผลิตคนประจำเรือและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ในการประมวลรวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาคนประจำเรือ และจัดหางาน แก้ไขกฎระเบียบของทางราชการให้เอื้ออำนวยต่อการประกอบวิชาชีพ และสอดคล้องกับระบบการทำงานของกิจการจัดหาคนประจำเรือ
ทั้งนี้ คณะกรรมการ กรอ. มีมติให้กรมสรรพากรเร่งดำเนินการพิจารณามาตรการด้านภาษีตามที่เสนอในเบื้องต้นให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการ กรอ. ทราบ และให้สมาคมเจ้าของเรือไทยไปทำการประเมินผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศจะได้รับจากการที่ภาครัฐ ได้มีการยกเว้นภาษีดังกล่าว แล้วรายงานให้ที่ประชุมกรอ.ได้ทราบ
นอกจากนี้ ยังให้กรมเจ้าท่า ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการส่ง เสริมการพาณิชยนาวี นำข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการกรอ. ไป ประกอบการพิจารณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาพาณิชยนาวีของประเทศต่อไป
อีกทั้งให้กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพในการหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสมาคมเจ้าของเรือไทย เพื่อพิจารณาแนว ทางที่เหมาะสมในการสนับสนุนมาตรการด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการพาณิชยนาวี และรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการ กรอ. พิจารณาในครั้งต่อไป